ตาข่ายผิวหาย น้อยเหลือเกิน แทบไม่มี จะเป็นไรมั้ย ต้องใช้นู่นนี่ตามที่พนักงานขายบอกหรือเปล่า แล้วแก้ไขยังไงดี

Last updated: Aug 15, 2017  |  3628 จำนวนผู้เข้าชม  |  นานาสาระ สำหรับผิวสวย


 

ก่อนเข้าบทความ มาดูคำถามจากลูกค้าและคำตอบจากฟาร์มากันก่อนค่ะ

คำถาม : คือจะถามว่า ตัววิตามินซีที่ใช่นี่ เป็นประเภทสเถียรขั้นสุดเลยใช่ไหมจ๊ะ คืออยากปรึกษา หาเซรั่มดีๆ สักตัว
ตอนนี้อายุ19ย่าง20 เป็นคนผิวผสมค่อนแห้ง . ตรวจสภาพผิวมา ตรงโหนกแก้มมีตาข่ายผิวป็นตาข่ายผิวเส้นตรงอย่างเดียว มันไม่สานกันเหมือนบริเวณอื่น คือก่อนที่จะไปตรวจได้มาส์ค AHA.  และ สครับไป มันก็มีผลหรือเปล่ากับการตรวจอ่ะคะ ยังไงแนะนำเซรั่มหน่อยนะจ๊ะ สนใจตัว. ace กับเบต้ากลูแคน แต่ก็ยังเลือกอยู่่อ่ะจ้ะ. อยากได้เซรั่มที่จะให้ตาข่ายผิวสานกัน อ่าจ้า

คำตอบ : ตาข่ายผิว บอกถึงความแห้งของเซลล์ผิว ถ้าผิวขาดน้ำ ตาข่ายผิวมักจะน้อย เพราะเซลล์ผิวขาดความอวบอิ่ม เซลล์จึงแบนราบ จุดตัดของเซลล์ไม่ชัดเจน ไม่มีมิติ บางคนบอกว่าเป็นที่คอลลาเจนน้อย ทำให้ตาข่ายผิวน้อย ซึ่งไม่ถูกต้องทั้งหมด
คอลลาเจนน้อย อาการจะแสดงออกที่ร่องลึก แต่บางคน หน้ายังไม่มีริ้วรอยร่องลึกเลย อายุ 20 ต้นๆก็ไร้ตาข่ายผิวซะแล้ว
เคยมีผลิตภัณฑ์แบรนด์หนึ่งทดสอบ ก่อนเติมและหลังเติมโลชั่นให้ความชุมชื้น
พบว่าหลังเติมความชุ่มชื้น ตาข่ายผิวชัดขึ้น แสดงให้เห็นว่า ตาข่ายผิว สามารถเพิ่มขึ้นได้ เพียงเติมความชุ่มชื้นให้ผิวอย่างพอเหมาะ
ผิวส่วนโหนกแก้ม อาจจะถูกแดดบ่อย หรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ผิวส่วนนั้นแห้งเป็นพิเศษ  พวกบลัชออนชนิดแป้ง ก็ดูดความชื้นจากผิวได้ค่ะ
การสครับก่อนไปไม่ได้ทำให้ตาข่ายผิวลดลง ถ้าลดลงก็คงลดลงทั้งหน้า ไม่ใช่แค่ที่แก้ม
ตรงกันข้าม คนที่ไม่สครับผิวเลย ปล่อยให้มี dead cell สะสม พวกนี้ตาข่ายผิวก็จะน้อย
และอีกเช่นกัน คนที่สครับผิวบ่อยเกินไป จนเซลล์ใหม่ที่ถูกสร้างขึ้นมายังไม่โตเต็มที ถูกดันขึ้นมาทั้งที่เซลล์ยังแฟบ (ไม่สมบูรณ์) คนเหล่านี้ก็จะมีปัญหาตาข่ายผิวน้อยเช่นกัน
ดังนั้นการผลัดเซลล์ การเติมความชุ่มชื้นที่พอดี การพักผ่อนเพื่อให้เซลล์แบ่งตัวได้ปกติ คือสิ่งที่ดีที่สุด
วิตามินซีเสถียรสุด ไม่มีใครบอกได้ค่ะว่าอันไหนสุดไม่สุด การเคลมเป็นของบริษัทผู้ผลิต โดยปราศจากการเปรียบเทียบกับของบริษัทอื่นแม้แต่ AA2G ที่เสถียรสุด อยู่ในขวดสีชายังเหลืองได้เมื่อเวลาผ่านไป



บทความนี้เรียบเรียงจากการอ่านและค้นหาข้อมูลประกอบของแอดมิน หากบทความมีประโยชน์รบกวน กด Like ให้ด้วยนะคะ และหากท่านใดมีข้อมูลดีๆเกี่ยวกับเรื่องตาข่ายผิว มาแชร์กันได้ค่ะ

ถ้าใครเคยเอาหนังหน้าไปตรวจในเครื่องวิเคราะห์สภาพผิวตามเคาน์เตอร์ละก็ คุณอาจจะเจอกับประโยคนี้ " ตาข่ายผิว คุณน้อยนะคะ "  โครงสร้างผิวมีปัญหา จะแก่ก่อนวัย  เจ้าของหนังหน้าก็นอยด์ไปพักใหญ่ เอ่อ แล้วจะต้องทำยังไงคะ  รวมเบ็ดเสร็จแล้วอาจจะต้องจ่ายไปหลายพันเพื่อซื้อชุดบำรุง "ตาข่ายผิว" กลับมาดังเดิม

ตาข่ายผิว ในภาษาอังกฤษเรียกว่า skin texture ไม่ใช่ skin net  คำว่า skin texture  ถ้าแปลให้ตรงตัวอีกนิดก็แปลได้ว่า ลวดลายผิว แต่เราเรียกให้เห็นภาพชัดว่า ตาข่าย เพราะมันมีรูปร่างเป็นสามเหลี่ยมเล็กๆสานกันเหมือนตาข่าย

คำว่าตาข่ายผิวน้อย หมอผิวหนังบอกว่าไม่มีศัพท์และนิยามนี้ในวงการแพทย์ เป็นคำประดิษฐ์เพื่อใช้ในทางธุรกิจของบรรดาเครื่องสำอางแบรนด์ !
สรุป หมอลงความเห็นว่าไม่รู้ว่ามันคืออะไร และมีผลเสียอย่างไรต่อผิวหนัง ไม่ใช่ความผิดปกติของผิวหนังที่จะต้องถึงขั้น " หาทางรักษา " อาจจะเป็นแค่กลลวงหลอกให้เสียเงินเปล่า


ตาข่ายผิว จะมีลักษณะอย่างไร  สวยงามมีมิติ หรือแบนราบเรียบแทบดูไม่ออกว่าเป็นตาข่าย ขึ้นกับผิวชั้นหนังขี้ไคลเป็นหลัก ถ้าชั้นหนังขี้ไคล สมบูรณ์ อวบอิ่มดี ตาข่ายผิวก็จะสวย มีระเบียบ ชัดเจน มีมิติ

ในทางตรงกันข้าม ชั้นขี้ไคลที่มีการหลุดลอกไม่สม่ำเสมอ อ้าปาก ปิดบ้าง คล้ายๆผิวมีการลอกเป็นเกล็ด (เหมือนการเปิดของเกล็ดผม) ตาข่ายผิวก็จะดูระเกะระกะ แบนราบ ตามที่ BA บอกว่า " ตาข่ายผิวคุณน้อยนะคะ " แล้วก็ตามด้วยการแนะนำผลิตภัณฑ์เพื่อให้ ตาข่ายผิว กลับคืนมา

อ่านบทความนี้จบ จะรู้ว่า ไม่จำเป็นต้องใช้อะไรแพงๆ ตาข่ายผิวเราก็กลับมาได้

จะรู้ได้อย่างไรว่าตาข่ายผิวเราน้อยหรือมาก ดีหรือแย่?

สำหรับที่ผิวหน้า จะมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ต้องใช้เครื่องวิเคราะห์ผิวส่องขยาย ลองไปตามเคาเตอร์เครื่องสำอางในห้าง เช่น Kanebo ขอวิเคราะห์สภาพผิวหน้าได้ค่ะ

แต่ถ้าแค่อยากรู้ว่าหน้าตา " ตาข่ายผิว" เป็นยังไง  ไม่ต้องเอาหน้าไปใส่เครื่องวิเคราะห์  ก็ลองสังเกตผิวที่หลังมือของเรา ผิวบริเวณนั้นเป็นจุดที่ตาข่ายผิวชัดที่สุดในร่างกายเราแล้ว ลองดูภาพด้านล่างประกอบ จะเห็นว่าผิวมีลวดลายเป็นตาข่าย ถ้าจ้องดีๆก็จะเห็นว่าแต่ละช่องเป็นรูปสามเหลี่ยม เล็กบ้าง กลางบ้าง ใหญ่บ้างปะปนกัน นี่แหละ " ตาข่ายผิว"

รูปนี้ก็ถ่ายจากมือของแอดมินเองค่ะ ไม่น่าเชือเลยว่าตาข่ายผิวที่หลังมือจะสวยงามกว่าตาข่ายผิวบนผิวหน้าซะอีก  กรี๊ดดด ^^


       
                                                      
แล้วตาข่ายผิวที่ผิดปกติ มีผลเสียต่อผิวหนังมากหรือไม่?

จะว่าไม่มีผลเสียเลยก็คงไม่ใช่  ตาข่ายผิวที่น้อย บ่งบอกถึงความแห้งของเซลล์ผิวชั้นขี้ไคล การหลุดลอกของเซลล์ผิวซ้ำๆจากการใช้ผลิตภัณฑ์ทาสิวหรือผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ อายุที่มากขึ้น แสงแดด  ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ความสามารถในการกักเก็บน้ำไว้ในเซลล์ผิวลดลง เมื่อผิวขาดความชุ่มชื้น เซลล์ผิวจะขาดความอวบอิ่ม เซลล์จึงแบนราบ จุดตัดของเซลล์ไม่ชัดเจน ตาข่ายผิวจึงไม่มีมิติ หรือเรียกว่าตาข่ายผิวน้อย ผลเสียข้อแรกก็คือเมื่อมองผิวจากภายนอก อาจจะมองเห็นว่าผิวขาดชีวิตชีวา  ไม่เรียบเนียน ไม่ค่อยเปล่งปลั่งหรืออวบอิ่ม

บางคนบอกว่าเป็นที่คอลลาเจนน้อย ทำให้ตาข่ายผิวน้อย ซึ่งไม่ถูกต้อง คอลลาเจนและอีลาสตินน้อย อาการจะแสดงออกที่ร่องลึก หน้าหย่อน แก้มหย่อน คางหย่อน ใต้ตาหย่อน แต่บางคน หน้ายังไม่มีริ้วรอยร่องลึกเลย อายุ 20 ต้นๆก็ไร้ตาข่ายผิวซะแล้ว  ดังนั้นตาข่ายผิวไม่เกี่ยวกับอายุ  คุณแม่อายุ 60 จูงมือลูกสาวอายุ 30 ไปตรวจสภาพผิว คุณแม่อาจมีตาข่ายผิวสวยและชัดกว่าลูก

นอกจากเรื่องของความสวยงามของผิวแล้ว ผลเสียข้อที่สองคือ คนที่มีตาข่ายผิวน้อย ผิวหน้าอาจจะไวและระคายเคืองง่าย  (ย้ำว่าไวต่อการระคายเคือง ไม่ใช่แพ้ง่าย) กว่าคนที่ตาข่ายผิวสมบูรณ์ เช่นโดนแดดก็แดงง่าย เพราะเซลล์ผิวชั้นขี้ไคลที่แห้งหรือไม่สมบูรณ์ มักจะมีการจัดเรียงตัวของเซลล์ที่ไม่เป็นระเบียบนัก เรียกง่ายๆว่ามีช่องโหว่ โอกาสที่สารและมลภาวะต่างๆจะแทรกซึมทะลุลงไปก็เกิดได้มากกว่า 

ในตำราญี่ปุ่นมีประโยคหนึ่งที่บอกไว้ว่า " เซลล์ผิวที่แข็งแรง ตาข่ายผิวจะประกอบไปด้วยสามเหลี่ยมที่มีขนาดเท่าๆ กันเรียงต่อกันอย่างเป็นระเบียบ ในทางกลับกันผิวที่ไม่ได้รับการดูแล เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น ขนาดและรูปร่างของสามเหลี่ยมก็จะแตกต่างกัน เรียงซ้อนทับกัน จนกลายเป็นผิวที่ขรุขระ หยาบกระด้าง"

บางคนบอก ดูแลผิวอย่างดีแล้ว ตาข่ายผิวก็ยังน้อย ...ตาข่ายผิวในบางคนก็ถูกกำหนดมาแต่กำเนิดนะคะ แก้ไขอะไรไม่ได้ จะผ่านไปกี่ปี ตาข่ายผิวก็เหมือนเดิม  ดีขึ้นได้เล็กน้อย ทั้งที่ผิวหน้าภายนอกก็ดูใสดี แต่ส่องกี่ที ตาข่ายผิวน้อยกว่าเพื่อนที่หน้าเยินๆซะอีก

ทำให้ตาข่ายผิวกลับมาได้อย่างไร?

ง่ายๆคือ 1. การเติมความชุ่มชื้นให้ผิวอย่างเพียงพอ และ  2. การผลัดเซลล์อย่างพอเหมาะ

1. การเติมความชุ่มชื้นให้เพียงพอ
เรามองผิวภายนอก เรารู้สึกว่าผิวเราเรียบดี แต่ที่จริงแล้ว พื้นผิวมีลักษณะเป็นคลื่น มีจุดสูงสุดของคลื่นคือ เนินผิว และจุดต่ำสุดของคลื่นคือ ร่องผิว เนินผิวจะคงที่ ส่วนที่เปลี่ยนแปลงคือร่องผิว มีสูงขึ้น มีต่ำลง เมื่อร่องผิวลึก เนินผิวก็จะสูงและแคบ มองภายนอก ผิวจะดูละเอียด  ในทางกลับกัน ถ้าร่องผิวตื้น เนินผิวก็จะเตี้ยและกว้างออก  มองภายนอกจะเห็นว่าผิวหยาบ ไม่เรียบ สาเหตุหลักของร่องผิวตื้นเกิดจากผิวขาดความชุ่มชื้นภายในเซลล์

ตรงจุดตัดของร่องผิว คือ รูขุมขน เป็นทางออกของน้ำมัน คนที่ผิวร่องผิวตื้น น้ำมันจะไหลออกมาฉาบเนินผิวเร็ว หน้าจึงเหนอะหนะหรือมันเร็ว ทำให้คิดว่าตัวเองเป็นคนผิวมัน ก็ยิ่งล้างขัดถู ขยันผลัดเซลล์และไม่ทามอยส์เจอไรเซอร์ ทำให้ผิวยิ่งหยาบมากขึ้น  แต่คนที่มีร่องผิวลึก น้ำมันจะมาถึงเนินผิวช้ากว่า หน้าจะมันช้ากว่า






ตาข่ายผิวสัมพันธ์กับร่องผิวและเนินผิว
ในแต่ละสามเหลี่ยมของตาข่ายผิว ตรงกลางของสามเหลี่ยมเปรียบได้กับเนินผิว และมุมทุกมุมของสามเหลี่ยมก็คือร่องผิว (รูขุมขน) ถ้าร่องผิวลึก เนินผิวสูง สามเหลี่ยมก็จะฟูๆ มีมิติ ไม่แบน และมองเห็นทุกสามเหลี่ยมเล็กใหญ่แยกกันได้ชัดเจน ต่างกับผิวทีมีร่องผิวตื้นและเนินผิวเตี้ย  สามเหลี่ยมจะซ้อนทับกัน แยกกันไม่ออก
การเติมความชุ่มชื้น จะทำให้เซลล์ผิวเต่งขึ้นและพองเบียดกัน ร่องผิวจึงลึกขึ้น เนินผิวแคบลง รูขุมขนที่อยู่ตรงจุดตัดของร่องผิวก็จะถูกเบียดไปด้วย มองภายนอกทำให้แลดูรูขุมขนเล็กลง หน้าเรียบเนียนไม่หยาบ


การทดลองเพื่อดูผลของความชุ่มชื้นกับตาข่ายผิว

สรุปได้ว่า แค่เราเติมความชุ่มชื้นอย่างพอเหมาะ ตาข่ายผิวก็กลับมาได้ 


 


การเติมความชุ่มชื้นที่ถูกต้อง ทำอย่างไร?
 
ความชุ่มชื้นเป็นจุดกำเนิดของผิวสวย กูรูความงามของญี่ปุ่น และแบรนด์ดังๆ อย่า Kanebo, DHC  แนะนำว่าหลังล้างหน้าให้ใช้โทนเนอร์ (ญี่ปุ่น เรียก โลชั่น) ที่มีส่วนผสมของสารที่ให้ความชุ่มชื้นสูง  หยดลงสำลีและแปะไว้ทั่วผิวหน้า 5 จุด ได้แก่ หน้าผาก แก้ม 2 ข้าง คาง  นาน 3 นาที  ตามด้วยการใช้สำลีแผ่นเดิมที่ยังคงชุ่มด้วยโทนเนอร์ตบเบาๆ ที่ผิวหน้า เรียกว่าการทำ cotton padding  ทั้งในตอนเช้าและค่ำ และปิดท้ายอีกรอบด้วยการทาผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีส่วนผสมของน้ำมันชนิดไม่อุดตันง่าย ในญี่ปุ่นเรียกว่า อิมัลชั่น, น้ำนม, ออยล์   เพื่อกักเก็บความชุ่มชื้นที่ได้จากโลชั่นไม่ให้ระเหยออกไป เราเรียกว่า การปิดผิว

" การเติมโลชั่นให้กับผิว ถึงแม้ว่าจะมากเพียงใด หากหยุดเพียงขั้นตอนนี้ไม่ทำการบำรุงต่อ น้ำที่อุตส่าห์เติมเข้าไปก็กลับระเหยออกมาทำให้ได้ประสิทธิภาพไม่เต็มที่ ภายหลังการลูบไล้ด้วยโลชั่นจำเป็นอย่างมากที่ต้องบำรุงต่อด้วยผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่เป็นออยล์เบส อาทิเช่น ออยล์ ครีม หรือน้ำนม  เพื่อช่วยกักเก็บความชุ่มชื่นไว้กับผิว ให้ผิวอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ที่สุด ความชุ่มชื่นเป็นปัจจัยสำคัญของผิวสุขภาพดี ไม่แต่เพียงเฉพาะผิวแห้ง  ผู้มีผิวมันก็จำเป็นต้องใช้โลชั่นที่มอบความชุ่มชื่นสูงเช่นเดียวกันค่ะ "

2.การผลัดเซลล์ผิวที่พอเหมาะ
  •  การผลัดเซลล์ผิวที่ไม่สม่ำเสมอ น้อยเกินไป เกิดการสะสมของเซลล์ผิวเสื่อมสภาพ ซึ่งเหี่ยวแห้งและแข็งกระด้าง ภาษาละตินเรียกเซลล์เหล่านี้ว่า horny cell คำว่า horn แปลว่าเขาสัตว์ซึ่งมีลักษณะแข็ง  เวลาส่อง ตาข่ายผิวก็จะไม่สวยงาม
  •  การผลัดเซลล์ผิวที่พอเหมาะ จะช่วยขจัดเซลล์ผิวเสื่อมสภาพที่แห้งกร้านออกไป ผิวด้านล่างที่ชุ่มชื้นมากกว่าก็จะเลื่อนขึ้นมาแทนที่ เวลาส่องดูตาข่ายผิวก็จะสวยงาม
  •  การผลัดเซลล์ที่มากเกินไป  ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารที่มีคุณสมบัติผลัดเซลล์ทุกวัน เช่น ผลิตภัณฑ์รักษาสิว จะทำให้เซลล์ผิวด้านล่างถูกดันขึ้นมาแทน โดยที่เซลล์เหล่านั้นยังไม่โตเต็มที่ เซลล์เหล่านี้จะอ่อนแอและหลุดลอกได้ง่าย ถ้าพูดให้มองเห็นภาพจะเรียกว่าเป็นเกล็ดผิวก็ได้ เวลาส่อง ตาข่ายผิวก็จะไม่สวยงาม
 
การผลัดเซลล์ที่พอดี การเติมความชุ่มชื้นที่เพียงพอ ทาครีมกันแดดทุกวัน ใช้สกินแคร์ที่เป็นมิตรกับผิว การพักผ่อนให้เพียงพอ เหล่านี้เป็นวิธีที่ดีที่สุด ที่จะช่วยให้เซลล์ผิวแบ่งตัวและหลุดลอกได้ตามปกติ ตาข่ายผิวก็กลับมาค่ะ

เซตผลิตภัณฑ์ฟาร์มาบิวตี้แคร์ที่ช่วยเรียกตาข่ายผิวกลับมา
1. Mild renewal essence 
2. Alternate C cream

บทความแนะนำ : รูขุมขนกว้าง สาเหตุ วิธีรักษา


ที่มาของเนื้อหาและภาพ :
  • ภาพตาข่ายผิวของ DHC
  • หนังสือเคล็บลับผิวใส สไตล์ ญี่ปุ่น แพทย์ผิวหนังญี่ปุ่น
  • ประสบการณ์ส่วนตัว