ครีมหน้าขาว กับ ครีมหน้าใส ต่างกันยังไง บทความโดยเภสัชกร

Last updated: Aug 15, 2017  |  5947 จำนวนผู้เข้าชม  |  นานาสาระ สำหรับผิวสวย

คำว่า ผิวขาว และ ผิวใส ถูกใช้แทนกันอยู่บ่อยครั้ง หลายคนคิดว่ามีความหมายเดียวกัน แต่จริงๆแล้วต่างกันค่ะ จึงทำให้มีการจำหน่ายครีมทั้งสองแบบ บางเว็บเรียก ครีมหน้าใส บางทีก็เรียก ครีมหน้าขาว ซึ่งเจ้าของแบรนด์เองอาจจะสับสนในการเรียกชื่อด้วยซ้ำ บทความนี้จะมาอธิบายให้ทราบว่าสองคำนี้ต่างกันอย่างไร

ผิวขาว เป็นคำที่ใช้แยก " สีผิว"  ซึ่งสีผิวเป็นแค่ลักษณะหนึ่งของผิวเท่านั้น  คนผิวขาวอาจจะไม่ใสก็ได้ แต่การมีผิวขาว เท่ากับมีต้นทุนดีในระดับหนึ่งเพราะแลดูสะอาดสะอ้านกว่าคนผิวคล้ำ ใครๆก็อยากจะมีผิวขาวกันทั้งนั้น 

การทำให้ผิวขาวขึ้น ไม่ใช่เรืองที่ยากและต้องจ่ายแพง เพียงแค่ใช้ผลิตภัณฑ์ที่เรียกว่า "ครีมหน้าขาว" ซึ่งมีส่วนผสมของไวเทนนิ่ง (whitening) เช่น วิตามินซี, อาร์บูติน ,โคจิก แอซิด, ลิโคไรซ์ ฯลฯ  ร่วมกับการทาครีมกันแดดทุกวัน และพยายามเลี่ยงแดดให้ได้มากที่สุด  เท่านี้ผิวก็จะขาวขึ้นได้ค่ะ

บางคนไปหาวิธีทำให้ผิวขาวแบบผิดๆ ไม่ว่าจะเป็นการลอกผิว ใช้ครีมหน้าขาวเร่งด่วน  ครีมเหล่านี้มักมีสารต้องห้ามเช่น สเตอรอยด์ กรดวิตามินเอ ไฮโดรควิโนน สุดท้ายก็ได้ผิวขาวมาจริงแต่เป็นขาวไม่มีน้ำมีนวล บางคนเรียก ขาวกระเบื้อง ขาวจูออน ขาวด้าน เห็นระยะร้อยเมตรดูเหมือนผิวจะสวยแต่พอเดินมาใกล้ๆแล้วถึงรู้ว่าแค่ขาวแต่ไม่ใส และบางคนมีอาการหน้าแดง หน้าลอกเป็นของแถมมาด้วยทั้งที่ไม่ได้ขอ


ทำไมใช้อะไรก็ไม่ขาว?

สีผิวแต่ละคนถูกกำหนดด้วยปริมาณเม็ดสีใต้ผิวซึ่งถูกควบคุมผ่านยีนที่พ่อแม่ให้มาแต่กำเนิด การใช้ครีมไวท์เทนนิ่งก็จะช่วยให้สีผิวขาวขึ้นในระดับหนึ่ง แต่การจะเปลี่ยนแปลงสีผิวให้ขาวถาวรนั้นเป็นไปไม่ได้ ครีมเหล่านี้เมื่อหยุดใช้ ผิวก็จะกลับมาสู่สีเดิม อาจจะขาวกว่าเดิมเล็กน้อยถ้าดูแลผิวเป็นอย่างดี เช่น เลี่ยงแดด ทากันแดด ใส่เสื้อผ้าปกปิด แต่ถ้าไม่ดูแลดีๆ ผิวก็อาจจะคล้ำกว่าเดิม สีผิวแต่ละคนจึงมีช่วงขาวช่วงคล้ำสลับกันบ้าง และความขาวก็มีจุดอิ่มตัว ฉะนั้นอย่าไปหวังว่ายิ่งทายิ่งขาว  มันไม่มีครีมแบบนั้น ถ้าเป็นแบบนั้นสาวไทยคงไม่มีใครดำ

แค่ขาวไม่พอ อยากผิวสวยต้องทำให้ผิวใส ผิวใส คืออะไร?

ผิวใส หมายถึง ผิวที่มีความขาว ร่วมกับ มีความชุ่มชื้นที่พอดี มีความละเอียดเรียบเนียน เต่งตึง  ถ้านึกภาพไม่ออกว่าผิวใสเป็นอย่างไร ให้นึกถึงผิวเด็กๆ เลยค่ะ เป็นตัวแทนของผิวใสได้เป็นอย่างดี 

ผิวจะใส จำเป็นไหมว่าต้องขาว?

ผิวจะใส ควรมีผิวขาวในระดับหนึ่ง แต่ไม่จำเป็นต้องขาวมาก และเม็ดสีเมลานินควรมีการกระจายตัวสม่ำเสมอ ไม่กระจุกจนกลายเป็นฝ้า กระ จุดด่างดำ 

ทำอย่างไรผิวถึงจะใส?

ความใสของผิว อธิบายได้ด้วยหลักการตกกระทบและสะท้อนของแสงบนผิว ดังนี้ 

 
รูปที่ 1 การตกกระทบ การหักเห การสะท้อนของแสงบนผิว

การตกกระทบและการสะท้อนของแสงบนผิวมี 2 แบบคือ

 1.ตกกระทบผิวชั้นบนแล้วสะท้อน  (1)
 2.ตกกระทบผิวชั้นบนแล้วหักเหลงผิวชั้นล่าง จากนั้นจึงสะท้อนกลับออกมา  (2)

ผิวที่ใส จะต้องมีการสะท้อนของแสงทั้งสองแบบได้ดี นั่นหมายถึง จะต้องมีสุขภาพผิวที่ดีทั้งชั้นบนและชั้นล่าง

ปัจจัยที่มีผลต่อการสะท้อนของแสง ได้แก่ 

1. ความเรียบเนียนของผิว (ความขรุขระ หลุมสิว รูขุมขน) : ผิวที่มีความเรียบเนียน แสงจะสะท้อนออกมาได้ดี เป็นระเบียบ ในทางตรงข้าม ผิวที่ขรุขระ มีหลุมสิว รูขุมขนกว้าง แสงจะสะท้อนออกมาได้น้อย ไม่สม่ำเสมอและไร้ทิศทาง

2. ปริมาณเม็ดสี (เมลานิน) : ถ้าเม็ดสีใต้ผิวมีจำนวนมาก จะดูดซับแสงไว้มาก แสงไม่สามารถหักเหและไม่สามารถสะท้อนออกไปได้ จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมผู้ที่มีผิวคล้ำ มีจุดด่างดำ มีฝ้า หรือกระ ผิวมักไม่ค่อยใส 

3. ระดับความมัน,ความชุ่มชื้นของผิว : ถ้าน้ำมันเคลือบผิวมาก แสงก็สะท้อนได้มาก ดูแวววาวเกินไปไม่สวยอีก แต่ถ้าผิวแห้งเกินไป ผิวก็จะไม่เต่งตึง การสะท้อนของแสงก็เกิดได้น้อยและไม่เป็นระเบียบ ผิวที่ใสจะต้องจะต้องมีระดับความชุ่มชื้นที่พอดี ( water-oil balance)

 


รูปที่ 2 การสะท้อนแสงบน "ผิวที่มีความใส" 

อธิบายรูปที่ 2

  • ผิวชั้นบนที่มีความเรียบเนียน รูขุมขนเล็ก ไร้หลุม แสงจะสะท้อนในมุมที่เท่ากับแสงตกกระทบ (3)
  • ผิวชั้นบนไร้ฝ้ากระ จุดด่างดำ เมื่อแสงตกกระทบ แสงจะไม่ถูดดูดซับ แสงจึงสามารถหักเหลงผิวชั้นล่างและสามารถสะท้อนออกมาได้เต็มที่ (4)
  • ผิวชั้นล่างที่มีปริมาณคอลลาเจลและอีลาสตินจำนวนมาก ยึดโยงกันแน่น เมื่อแสงตกกระทบ จะสะท้อนออกได้ดี (4)

ผิวที่มีการสะท้อนแสงแบบรูปที่ 2  จะทำให้ ผิวดูสดใส (Radiance skin)


รูปที่ 3 การสะท้อนแสงของ "ผิวที่มีปัญหา"

อธิบายรูปที่ 3

  • ผิวชั้นบนที่แห้ง ไม่เรียบ มีหลุมสิว รูขุมขนกว้าง แสงจะสะท้อนในมุมต่างๆกัน  (7) และ (8)
  • ผิวชั้นบนที่มีจุดด่างดำ ฝ้า กระ  เมื่อแสงตกกระทบ แสงจะถูดดูดซับ ไม่สามารถหักเหลงผิวชั้นล่างและสะท้อนออกมาได้เต็มที่ (5)
  • ผิวชั้นล่างที่มีปริมาณคอลลาเจลและอีลาสตินจำนวนน้อย ยึดโยงกันหลวม เมื่อแสงตกกระทบ จะสะท้อนออกได้น้อย (6)

ผิวที่มีการสะท้อนแสงแบบรูปที่ 3 จะทำให้ ผิวดูไม่ใส (dull skin)

มาถึงตรงนี้ เราก็พอจะมีไอเดียแล้วว่า ทำอย่างไร จึงจะมีผิวที่สวยใส นั่นคือ 1. ต้องทำให้ผิวขาวพอประมาณ ควบคู่ไปกับ 2.การทำให้ผิวมีความชุ่มชื้นพอเหมาะ ไม่มันไม่แห้งเกินไป และ 3. ทำให้ผิวมีความเรียบเนียน รูขุมขนกระชับ ไร้หลุมสิว

1.การทำให้ผิวขาว : ทุกคนคงเข้าใจไม่ยาก เพราะครีมส่วนใหญ่ในตลาดก็เน้นทางด้านนี้อยู่แล้ว แต่จะมีครีมกระปุกไหน ที่จะให้ได้ทั้งความขาว ความชุ่มชื้นที่พอเหมาะ ความเรียบเนียน 

2. ทำให้ผิวชุ่มชื้นพอเหมาะ : ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของมอยเจอร์ไรเซอร์ที่เหมาะกับสภาพผิว โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่เน้นการเติมน้ำให้ผิว จะช่วยปรับสภาพผิวให้เรียบ เต่งตึงและยังมีส่วนช่วยให้รูขุมขนกระชับ ลดความมันส่วนเกินได้ด้วย

บทความแนะนำ > ส่วนผสมที่มีคุณสมบัติเป็นมอยเจอร์ไรเซอร์

บทความแนะนำ > การเติมความชุ่มชื้น ช่วยกระชับรูขุมขุมขน ทำให้ผิวเรียบ และลดหน้ามันได้อย่างไร

3. ทำให้ผิวเรียบเนียน : ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมช่วยยกกระชับ ปรับขนาดรูขุมขน ทำให้หลุมสิวตื้นขึ้น เช่น สารสกัดกลุ่ม peptide ที่ช่วยส่งสัญญาณไปกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน , สารจำพวกกรดผลไม้ที่ช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่า ลดความหยาบกร้าน ทำให้เซลล์อวบอิ่มขึ้นมาแทนที่เซลล์เดิม 

 

ผลิตภัณฑ์ฟาร์มาบิวตี้แคร์ ที่มีคุณสมบัติช่วยปรับผิวให้ขาวและใสพร้อมกัน มีอะไรบ้าง ดูรายละเอียดผลิตภัณฑ์โดยคลิกที่ชื่อสินค้าด้านล่างนี้

Pearl lift and white serum เซรั่มผงไข่มุก
Phyto nutrient serum
เซรั่มแอบเปิ้ลอาร์บูติน 

Vita C plus arbutin serum เซรั่มวิตซีอาร์บูติน
Total repair serum เซรั่มเบต้ากลูแคน