มอยเจอร์ไรเซอร์คืออะไร เลือกตัวไหนดี บทความโดยเภสัชกร

Last updated: 12 ส.ค. 2569  |  169704 จำนวนผู้เข้าชม  | 

มอยเจอร์ไรเซอร์คืออะไร เลือกตัวไหนดี บทความโดยเภสัชกร

ตอนที่ 1 มอยส์เจอไรเซอร์คืออะไร?  เลือกอย่างไรให้เหมาะกับผิว เข้าใจง่ายในบทความเดียว

หลายคนคิดว่า มอยส์เจอไรเซอร์ (Moisturizer) คือครีมสำหรับคนผิวแห้งเท่านั้น คนหน้ามันจึงมักหลีกเลี่ยงเพราะกลัวหน้ามันกว่าเดิมหรือกลัวอุดตัน

แต่จริง ๆ แล้ว ทุกสภาพผิวต้องการความชุ่มชื้น ไม่ว่าจะเป็นผิวแห้ง ผิวมัน ผิวผสม หรือแม้แต่ผิวที่เป็นสิวง่าย เพียงแต่ต้องเลือกมอยส์เจอไรเซอร์ให้เหมาะกับสภาพผิว

เพราะหน้าที่ของมอยส์เจอไรเซอร์ไม่ได้มีเพียงทำให้ผิวนุ่ม แต่ยังเกี่ยวข้องกับการรักษาปริมาณน้ำในผิว ลดการสูญเสียน้ำ และช่วยให้ Skin Barrier หรือเกราะป้องกันผิว ทำงานได้ตามปกติ

ก่อนจะเลือกว่าควรใช้มอยส์เจอไรเซอร์แบบไหน อยากให้ผู้อ่านทุกท่านเข้าใจเรื่อง skin barrier และกลไกการ  เก็บความชุ่มชื้นใต้ผิว
โดยคลิกเข้าไปอ่านบทความที่ใส่ลิงค์ไว้ให้นะคะ

 


ตอนที่ 2 มอยส์เจอไรเซอร์ทำงานอย่างไร?

มอยส์เจอไรเซอร์ที่ดีไม่ได้จำเป็นต้องทำหน้าที่อย่างเดียว ผลิตภัณฑ์หนึ่งสูตรอาจรวมสารหลายกลุ่มเข้าด้วยกันเพื่อช่วยทั้ง เติมน้ำ ลดการสูญเสียน้ำ และเสริมเกราะป้องกันผิว

เพื่อให้เข้าใจง่าย สามารถแบ่งสารให้ความชุ่มชื้นออกเป็น 3 กลุ่มหลัก

1.สารช่วยเพิ่มน้ำในชั้นผิวหนัง (Humectant)

  • Humectant คือสารที่มีคุณสมบัติช่วยดึงดูดและจับน้ำไว้บริเวณผิวชั้นนอก
  • ตัวอย่างที่พบได้บ่อย เช่น Glycerin, Hyaluronic Acid, Sodium PCA, Urea, Panthenol และสารในกลุ่ม Amino Acids
  • สารกลุ่มนี้ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ทำให้ผิวรู้สึกอิ่มน้ำ นุ่ม และเรียบขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มความมันมากนัก
  • จึงเหมาะมากสำหรับคน ผิวมัน ผิวผสม หรือผิวขาดน้ำ

 2. Occlusive — ตัวช่วย “ล็อกน้ำ”

  • ถ้า Humectant เปรียบเสมือนการเติมน้ำให้ผิว
  • Occlusive ก็เปรียบเสมือนการปิดฝาไม่ให้น้ำระเหยออก
  • สารกลุ่มนี้จะสร้างฟิล์มบาง ๆ บนผิว ช่วยลด TEWL หรือการสูญเสียน้ำออกจากผิว
  • ตัวอย่างเช่น Petrolatum, Mineral Oil, Dimethicone และน้ำมันหรือไขมันบางชนิด
  • คนผิวแห้งมากมักได้รับประโยชน์จากสารกลุ่มนี้ เพราะช่วยลดการสูญเสียน้ำได้ดี
  • ส่วนคนผิวมันไม่ได้หมายความว่าห้ามใช้ Occlusive เพียงแต่ควรเลือกสูตรที่มีเนื้อสัมผัสเบาและเหมาะกับสภาพผิว ไขมันบางตัวอาจอุดตันรูขุมขน ก่อให้เกิดสิว และถ้าผสมในปริมาณสูงจะเหนียวข้นไม่น่าใช้

 3. Emollient — ตัวช่วย “เติมเต็มผิวให้นุ่มเรียบ”

  • Emollient ช่วยเติมเต็มช่องว่างบริเวณผิวชั้นนอก ทำให้พื้นผิวสัมผัสนุ่มและเรียบขึ้น
  • สารในกลุ่มนี้มีได้หลายชนิด เช่น Fatty Acids, Fatty Alcohols, Squalane รวมถึงน้ำมันและเอสเทอร์บางชนิด
  • มอยส์เจอไรเซอร์จำนวนมากจึงไม่ได้มีเพียง Humectant หรือ Occlusive อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ผสมหลายกลุ่มเข้าด้วยกันเพื่อให้ได้ทั้งความชุ่มชื้น ความนุ่ม และความสามารถในการลดการสูญเสียน้ำ

ตอนที่ 3 รู้จัก Ceramide  มอยส์เจอร์ไรเซอร์ตัวเด่นตัวดัง 

  • Ceramide เป็นส่วนประกอบของไขมันระหว่างเซลล์ ( intercellular lipids) ของผิวชั้น Stratum Corneum  ทำงานร่วมกับ Cholesterol และ Free Fatty Acids เพื่อสร้างโครงสร้าง Skin Barrier
  • กลับไปที่ภาพกำแพงอิฐอีกครั้ง ถ้า Corneocytes คือ “อิฐ”  ไขมันเหล่านี้ก็คือ “ปูน”
  • เมื่อปูนอยู่ในสภาพดี อิฐจะเรียงตัวแน่น น้ำจึงออกจากผิวได้ยาก และสิ่งระคายเคืองจากภายนอกก็ผ่านเข้าสู่ผิวได้ยากขึ้น
  • ดังนั้น คนที่มีผิวแห้งมาก Skin Barrier อ่อนแอ หรือระคายเคืองง่าย อาจพิจารณามอยส์เจอไรเซอร์ที่มีส่วนประกอบของ Ceramides, Cholesterol และ Fatty Acids


ตอนที่ 4  แล้วเราควรเลือกมอยส์เจอไรเซอร์แบบไหนดี?

  • ม่จำเป็นต้องตามหาว่า “มอยส์เจอไรเซอร์ยี่ห้อไหนดีที่สุด” เพราะผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดของแต่ละคนอาจไม่เหมือนกัน
  • ถ้าผิวมัน เลือกเนื้อบางเบา เช่น Gel, Gel-Cream หรือ Lotion และมองหาสารกลุ่ม Humectant เช่น Glycerin, Hyaluronic Acid หรือ Panthenol ไม่จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงมอยส์เจอไรเซอร์เพียงเพราะหน้ามัน
  • ถ้าผิวแห้ง ควรเลือกสูตรที่มีทั้ง Humectant และสารช่วยลดการสูญเสียน้ำ เช่น Emollient หรือ Occlusive เนื้อ Cream อาจเหมาะกว่าสูตร Gel บางเบาเพียงอย่างเดียว
  • ถ้าผิวขาดน้ำ เน้นสารกลุ่ม Humectant เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น และควรมีส่วนประกอบที่ช่วยลดการสูญเสียน้ำร่วมด้วย
  • ถ้าผิวระคายเคืองง่าย สูตรไม่จำเป็นต้องซับซ้อน ควรเน้นส่วนผสมที่ช่วยให้ความชุ่มชื้นและสนับสนุน Skin Barrier พร้อมหลีกเลี่ยงส่วนผสมที่ตัวเองเคยใช้แล้วระคายเคือง

จำง่าย ๆ ว่า

ผิวขาดน้ำ → เติมน้ำ
ผิวสูญเสียน้ำง่าย → ช่วยล็อกน้ำ
Skin Barrier อ่อนแอ → ดูแลไขมันระหว่างเซลล์

และในหลายกรณี เราจำเป็นต้องทำทั้งสามอย่างพร้อมกัน
 

ตอนที่ 8 ทามอยส์เจอไรเซอร์อย่างไรให้ได้ประโยชน์มากขึ้น?

ช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการทามอยส์เจอไรเซอร์คือ หลังล้างหน้าในขณะที่ผิวยังมีความชื้นเล็กน้อย

เพราะเราต้องการรักษาน้ำไว้ใน Stratum Corneum ไม่ใช่ปล่อยให้ผิวแห้งตึงแล้วจึงค่อยเริ่มเติมความชุ่มชื้น

และไม่จำเป็นต้องลงสกินแคร์หลายชั้นเสมอไป

รูทีนพื้นฐานอาจเรียบง่ายเพียง

  • ตอนเช้า: ทำความสะอาด → มอยส์เจอไรเซอร์ → ครีมกันแดด
  • ตอนกลางคืน: ทำความสะอาด → ผลิตภัณฑ์ดูแลปัญหาผิวตามความจำเป็น → มอยส์เจอไรเซอร์

ถ้าวันไหนผิวแห้ง แสบ หรือลอกจากการใช้ผลิตภัณฑ์กลุ่ม concentrated การลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นและเน้นความชุ่มชื้นอาจเหมาะกว่า


สรุป มอยส์เจอไรเซอร์ไม่ได้มีไว้สำหรับคนผิวแห้งเท่านั้น

หัวใจสำคัญของการมีผิวสุขภาพดี ไม่ใช่แค่การทำให้หน้าขาวหรือใช้ผลิตภัณฑ์กลุ่มเร่งผิว (เร่งขาว เร่งใส เร่งหน้าเด้ง) ให้มากที่สุด แต่คือการรักษา Stratum Corneum และ Skin Barrier ให้ทำงานได้ตามปกติ

มอยส์เจอไรเซอร์จึงมีบทบาทสำคัญ เพราะสามารถช่วยเพิ่มน้ำในผิว ลดการสูญเสียน้ำ ทำให้ผิวนุ่มเรียบ และสนับสนุนการทำงานของเกราะป้องกันผิว

 คนผิวมันสามารถใช้มอยส์เจอไรเซอร์ได้   
 คนผิวแห้งต้องการทั้งน้ำและสารช่วยลดการสูญเสียน้ำ
 ส่วนคนผิวขาดน้ำควรแก้ที่ “น้ำในผิว” ไม่ใช่พยายามกำจัดน้ำมันบนใบหน้าเพียงอย่างเดียว

ดังนั้น แทนที่จะถามว่า “มอยส์เจอไรเซอร์ตัวไหนดีที่สุด?”
ลองเปลี่ยนเป็น  “ตอนนี้ผิวของเราขาดอะไร และมอยส์เจอไรเซอร์ตัวนี้เติมสิ่งนั้นให้ผิวได้หรือไม่?”

เมื่อเลือกสกินแคร์จากความต้องการของผิวมากกว่าตามกระแส การดูแลผิวจะง่ายขึ้น และช่วยให้ผิวแข็งแรง ชุ่มชื้น เรียบเนียน และดูสุขภาพดีได้ในระยะยาว

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้