ผิวขาดน้ำ ผิวมันขาดน้ำ คืออะไร เกิดจากอะไร แก้ไขอย่างไรดี

Last updated: Aug 15, 2017  |  29318 จำนวนผู้เข้าชม  |  นานาสาระ สำหรับผิวสวย

 
ผิวขาดน้ำ เป็นปัญหาที่มีลูกค้าถามมาบ่อยครั้ง ส่วนมากยังมีความสับสนระหว่าง "ผิวขาดน้ำ" และ "ผิวแห้ง" เพราะสองคำนี้มักถูกใช้แทนกันเสมือนหนึ่งเป็นปัญหาเดียวกัน ทั้งที่จริงแล้ว สองปัญหานี้ไม่เหมือนกันและการดูแลก็ต่างกันค่ะ  
 
ที่ผ่านมาเคยมีลูกค้าบางท่าน บอกว่าตัวเองเป็นคนผิวมัน แต่พอใช้ครีมที่ควบคุมความมัน หน้ายิ่งแย่ลง แต่พอได้ลองใช้ เซรั่มเดิร์มคอม  กับ ครีมอัลเทอร์เนทซี  ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับคนผิวแห้ง กลับพบว่า  หน้าดีขึ้น รูขุมขนก็เล็กลง หน้านิ่ม ทาแป้งติดดี โดยรวมพอใจในผลลัพธ์ ก็เป็นไปได้ว่าผิวของลูกค้าท่านนี้ อาจมีปัญหา "ขาดน้ำ" แฝงอยู่
 
 
น้ำ สำคัญต่อผิวอย่างไร? 
 
 
น้ำใต้ผิวทำให้ผิวหนังมีความชุ่มชื้น เมื่อผิวหนังมีความชุ่มชื้นเป็นปกติ ผิวหนังจะดูสวยงาม มีความเรียบ นุ่มเนียน ทั้งนี้ในชั้นขี้ไคล (Stratum corneum) จะต้องมีน้ำมากกว่า 10% ของส่วนประกอบทั้งหมด เพื่อให้ส่วนประกอบต่างๆบนผิว ทำหน้าที่ต่อไปนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 1. รักษาคุณสมบัติในการกักน้ำ
 2. รักษาคุณสมบัติของการทำงานของเอนไซม์ต่างๆทำงานได้ปกติ
 3. รักษาสภาพของผิวหนังให้ดูสวยงามและนุ่มเนียนเวลาสัมผัส

ถ้าคุณสมบัติเหล่านี้เสียไปเพราะขาดน้ำ ขาดความชุ่มชื้น จากสาเหตุใดก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นการอักเสบ ความแห้งของอากาศ การลอกผิวหนั้งชั้นหนังกำพร้ามากเกินไป ผิวก็จะยิ่งแห้งมากขึ้นเรื่อยๆ และเกิดเป็นสภาพที่เรียกว่า วงจรร้าย (vicious cycle)

กลไกการรักษาความชุ่มชื้นของผิวตามธรรมชาติ

แม้ผิวชั้นขี้ไคลจะเป็นชั้นที่รวมตัวของเซลล์ที่ตายแล้ว แต่ผิวหนังชั้นขี้ไคลก็ยังคงสามารถรักษาความชุ่มชื้นของตัวเองไว้ได้อย่างสมดุล โดยองค์ประกอบหลักในการรักษาความชุ่มชื้น มี 2 ส่วน  (ดูหมายเลขประกอบ)
 
 

ภาพแสดงระบบการรักษาความชุ่มชื้นของเซลล์ผิวชั้นขี้ไคล 
 
 
ส่วนที่ 1. ระบบเก็บน้ำใต้ผิว ได้แก่
1.1 ระบบ Natural Moisturizing Factor (NMF) ภายในเซลล์ มีคุณสมบัติดูดน้ำไว้กับตัว (1)
1.2 ปลอกหุ้มเซลล์ที่มีคุณสมบัติป้องกันส่วนประกอบภายในเซลล์ซึมออกนอกเซลล์ (2)
1.3 ชั้นไขมัน intercellular lipids ที่กั้นน้ำไว้ระหว่างเซลล์ (3)

ส่วนที่ 2. ระบบป้องกันน้ำระเหยออก ได้แก่  น้ำมันที่ผลิตจากต่อมไขมันและถูกลำเลียงออกมาตามรูขุมขนเพื่อเคลือบผิวภายนอกเป็นฟิล์มบางๆ (lipid film) (4)

 
รู้หรือไม่ว่าผิวหนังที่ชุ่มชื้นจะผลัดตัวเองได้ดีตามธรรมชาติ 
หากผิวเรามีความชุ่มชื้นที่พอเหมาะ จะทำให้เอนไซม์ต่างๆบนผิวทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยกระตุ้นให้เซลล์ผิวมีการผลัดตัวเองได้ตามธรรมชาติทุก 21-28 วัน การเติมน้ำให้ผิว เพื่อรักษาความชุ่มชื้นให้พอดี จึงมีส่วนเสริมให้เอนไซม์บนผิวทำงานได้ดี เมื่อเซลล์ผิวเสื่อมสภาพหลุดออกเองตรงตามเวลา ผิวพรรณก็กระจ่างใสและแข็งแรง โดยไม่จำเป็นต้องขัดผิว ลอกผิว ให้เสี่ยงต่อการแพ้ระคายเคือง 
 
การรักษาระดับความชุ่มชื้นของผิวชั้นขี้ไคล จึงถือว่ามีความสำคัญไม่แพ้การดูแลผิวในด้านอื่นๆ อย่ามัวแต่มุ่งทาครีมที่ทำให้หน้าขาวหน้าเด้งเพียงอย่างเดียวนะคะ

"ผิวขาดน้ำ" และ "ผิวแห้ง"  ต่างกันอย่างไร (คลิกที่ภาพเพื่อขยาย)
 
 


ผิวขาดน้ำ (Dehydrated skin)  หรือ ผิวแห้งเทียม หมายถึง ผิวที่มี น้ำใต้ผิวน้อย ในขณะที่การผลิตน้ำมันจากต่อมไขมันยังอยู่ในระดับ ปกติหรือมากกว่าปกติ  ทำให้มีน้ำมันเคลือบผิวมาก แต่ผิวดูแห้ง ลูบแล้วสากมือ 

ผิวแห้ง หรือ Dry skin เป็นคำที่ใช้เรียก ประเภทของผิว โดยใช้ปริมาณน้ำมันบนผิวเป็นตัวแบ่ง โดยทั่วไปเราแบ่งสภาพผิวเป็น  3 ประเภท คือ
 
1. ผิวแห้ง หมายถึง ผิวที่มีน้ำมันเคลือบผิวน้อยหรือไม่มีเลย เนื่องจากต่อมไขมันมีขนาดเล็กและมีจำนวนน้อย
2. ผิวมัน หมายถึง ผิวที่มีน้ำมันเคลือบผิวมาก เนื่องจากต่อมไขมันมีจำนวนมากและมีขนาดใหญ่
3. ผิวธรรมดา หมายถึง ผิวที่มีน้ำมันเคลือบผิวในปริมาณพอดี ไม่มากและไม่น้อยเกินไป เป็นผิวในอุดมคติ
 
แยก "ผิวขาดน้ำ" และ "ผิวแห้ง" ได้อย่างไร ?
 
การแยกอาจเป็นความสามารถส่วนบุคคล ซึ่งบางคนดูผิวตัวเองออก บางคนก็ดูไม่ออก วิธีที่ง่ายที่สุดคือ ดูที่ระดับความมันของผิว 
  • ความมันบนผิวหน้าเท่าเดิม ไม่เพิ่ม มีแต่แนวโน้มจะลดลง  ลักษณะนี้ คือ ผิวแห้ง ซึ่งเป็นสภาพผิวส่วนบุคคลที่ติดตัวมาแต่เกิด
  • เดี๋ยวแห้งเดี๋ยวมัน  หลังล้างหน้าใหม่ๆผิวแห้งสากและกลับมามันคืนอย่างรวดเร็ว  ลักษณะนี้ คือ ผิวขาดน้ำ  เป็นสภาวะที่เกิดกับ ผิวแห้งหรือผิวมันก็ได้ ถ้าเกิดกับคนผิวแห้ง เรียกว่า ผิวแห้งขาดน้ำ ถ้าเกิดกับคนผิวมัน เรียกว่า ผิวมันขาดน้ำ
 

ลักษณะผิวขาดน้ำ อาการของผิวขาดน้ำ มีอาการอย่างไร ?
 ผิวขาดน้ำจะปรากฎให้เห็นในลักษณะต่างๆขึ้นกับความรุนแรง คือ
1.ผิวสาก (Feeling rough)
2.ผิวเป็นขุย (Scaly)
3.ผิวแตก (Cracked)
 
ถ้าใช้เครื่องวัดค่าการสูญเสียน้ำออกทางผิวหนังจะมีค่าที่สูงตามระดับความรุนแรง แล้วถ้าไม่มีเครื่องวัด เราสังเกตเองได้อย่างไร
อาการที่สังเกตง่ายคือ อาการลูบผิวแล้วสากมือ (Feeling rough) หลายคนคิดว่าเป็นอาการปกติทั่วไป ไม่น่ามีอะไรมาก ใช้กรดผลไม้ (AHA) ทาสัก 2-3 วัน ความสากก็ลดลง ผิวกลับมาเรียบเนียนได้แล้ว ไม่เห็นจะยาก ทำให้บางคนไม่รู้ว่าผิวตัวเองขาดน้ำ เพราะอาการแสดงไม่ชัดเจน  
 

ผิวขาดน้ำ แตก ขรุขระ หยาบกร้าน มองด้วยตาเปล่าอาจไม่เห็น 
 
สำหรับบางคนที่อาการผิวขาดน้ำเป็นมานานและสะสม อาการ Feeling rough จะกลับเป็นใหม่อีก การทากรดผลไม้ซ้ำๆเพื่อให้หน้าเรียบ โดยไม่ได้แก้ไขที่สาเหตุ อาจจะเป็นอันตรายต่อผิวในระยาวได้ เช่น ผิวแดงง่าย ผิวแห้งมากขึ้นจนเป็นขุย โดนแดดหน้าดำง่าย ใช้ครีมอะไรก็มักจะแพ้และระคายเคืองไปหมด

ในผู้ที่มีผิวมันแต่กำเนิด หากมีปัญหาผิวขาดน้ำแทรกเข้ามา จะทำให้ผิวพยายามผลิตน้ำมันออกมาชดเชย ผิวจึงมันมากกว่าปกติ หรือที่เรียกว่า " ผิวมันขาดน้ำ " อาการแสดงคือ ผิวสากกร้านแต่มีน้ำมันเคลือบเยอะ เป็นสิวอุดตันเม็ดเล็กได้ง่ายมาก

ผิวขาดน้ำ ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ความสวยงามของผิวภายนอกที่มองเห็นด้วยสายตาเท่านั้น แต่ส่งผลถึงผิวภายในด้วย ซึ่งอาจมากจนมีการอักเสบใต้ผิว นอกจากนั้นการขาดน้ำเป็นระยะเวลานาน ทำให้ skin barrier อ่อนแอ เชื้อโรคและสารบางชนิดที่ผิวไม่อนุญาตให้ซึมผ่านได้แต่เดิม จะสามารถแทรกซึมเข้าสู่ผิวหนังได้เพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกิดการแพ้หรือเกิดการติดเชื้อได้ง่ายขึ้น

สาเหตุที่ทำให้ผิวขาดน้ำ ผิวขาดน้ำ เกิดจาก

ปัจจัยภายใน
1. โรคทางพันธุกรรม เช่น มีความผิดปกติในการสร้าง (keratin) โรคเด็กดักแด้ ichthyosis จากความผิดปกติในการสร้างเคราติน ( keratin)  หรือ โรคผิวหนังอักเสบภูมิแพ้ (atopic eczema) ทำให้เสียเสียความสามารถในการรักษาน้ำไว้ที่ผิวหนัง 
2. อายุ ผู้สูงอายุน้ำมันจากต่อมไขมันจะผลิตน้อยลงและไขมันระหว่างเซลล์จะลดลง ทำให้เสียน้ำออกจากผิวหนังได้ง่าย 

ปัจจัยภายนอก
1.ชั้นหนังกำพร้ามีการหมุนเวียนเร็วกว่าปกติ จนไม่สามารถสร้างชั้นไขมันได้ทัน จึงเสียความสามารถในการรักษาน้ำให้คงอยู่ในผิวหนัง มักพบในผู้ที่มีประวัติการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีการผลัดผิวในความเข้มข้นสูงและใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน การขัดหน้า ลอกหน้า ทำเบบี้เฟซผิวจะมีลักษณะบาง แดงง่าย 
2. มีการทำลายของผิวหนังชั้นหนังกำพร้าจากสารเคมี เช่น สารทำความสะอาดชนิดรุนแรง ชะล้างน้ำมันที่เคลือบบนผิวมากเกินไป  เป็นผลให้ผิวหนังสูญเสียน้ำออกสู่ภายนอกได้ง่ายขึ้น
3. สภาวะแวดล้อม ในฤดูหนาว ความชื้นในบรรยากาศต่ำ การสูญเสียน้ำออกจากผิวหนังเพิ่มสูงขึ้น จึงทำให้ผิวหนังอักเสบจากความแห้ง
4. พฤติกรรมและการดำเนินชีวิตของแต่ละบุคคล  ออกแดดประจำ สารเคมี ลม ความชื้นในบรรยากาศมีอิทธิพลต่อการเสียน้ำออกจากผิวหนัง
 



การดูแลผิวผิดวิธี การเลือกสกินแคร์ไม่เหมาะสม ทำให้ผิวขาดน้ำได้อย่างไร ?
  • การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของของสารก่อระคายเคือง เช่น Alcohol, Vitamin C, AHA, BHA, Retinoids ที่อยู่ในผลิตภัณฑ์รักษาสิว ครีมหน้าขาว ครีมหน้าใส  เป็นระยะเวลานานโดยผู้ใช้อาจไม่ทราบ
  • การทำความสะอาดผิวด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีสารชะล้างรุนแรง 
  • การปกป้องผิวจากแสงแดดไม่เพียงพอ ทำให้ผิวอ่อนแอและอักเสบ
ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ผิวสูญเสียคุณสมบัติการป้องกันตัวเองหรือที่เรียกว่า skin barrier น้ำใต้ผิวจึงระเหยออกสู่ภายนอกได้ง่าย
 
ผิวขาดน้ำ มีหลักการดูแลผิวอย่างไร ?
  • เลือกผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวที่อ่อนโยน ไม่ใช่แบบล้างแล้วหน้าตึงๆฝืดๆ 
  • หลีกเลี่ยงการขัดหน้าแบบรุนแรง การลอกหน้าด้วยแผ่นลอกหน้า การใช้แปรงนวดหน้าแบบขนหยาบเกินไป 
  • ใช้โทนเนอร์ที่มีคุณสมบัติ เติมน้ำให้ผิว ทันทีหลังล้างหน้า โดยต้องปราศจากแอลกอฮอล์
  • หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำหอม ไม่ว่าจะเป็นน้ำหอมสังเคราะห์หรือน้ำหอมจากพืช (น้ำมันหอมระเหย)
  • หากมีการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารก่อระคายเคือง เช่น BHA, AHA, Retinoids, Vitamin C, Azelaic acid ควรหมั่นประเมินสภาพผิวของตัวเองเป็นระยะๆ และปรับเปลี่ยนผลิตภัณฑ์บำรุงผิวให้เหมาะกับสภาพผิว
  • สำหรับผู้ที่มีปัญหา " ผิวแห้ง " ร่วมกับ " ผิวขาดน้ำ"  ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติ เติมน้ำให้ผิว ควบคู่กับผลิตภัณฑ์ ปิดล็อกความชุ่มชื้น กลุ่ม occlusive agent ได้แก่ น้ำมันธรรมชาติ ซิลิโคน แวกซ์ แนะนำกลุ่มน้ำมันธรรมชาติเช่น น้ำมันโจโจ้บา น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์สูง เนื่องจากโอกาสเกิดการอุดตันต่ำกว่าซิลิโคนและแวกซ์
  • ทาครีมกันแดดประสิทธิภาพสูงทุกวัน ทั้งผิวหน้า ผิวกาย แม้ไม่ได้ออกจากบ้าน (แม้ในที่ร่มก็มีรังสียูวีเอ)

เมื่อเราปรับเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับสภาพผิวร่วมกับการดูแลผิวตามหลักการข้างต้นแล้ว เราจะทราบ สภาพผิวที่แท้จริง ของเราว่าเป็นอย่างไร มีส่วนช่วยให้เราสามารถเลือกผลิตภัณฑ์ได้ตรงกับสภาพผิวมากขึ้นค่ะ

ข้อมูลบางส่วนในบทความนี้ เรียบเรียงจาก
1. หนังสือใกล้หมอ ปีที่ 25 ฉบับที่ 9 กันยายน 2544 )
2. บทความของ รศ.นพ.ป่วน  สุทธิพินิจธรรม ภาควิชาตจวิทยา Faculty of Medicine Siriraj Hospital คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

 
บทความนี้แบ่งออกเป็น 3 ตอน
ตอนที่ 1 :
ผิวขาดน้ำ สาเหตุของปัญหาผิวนานับประการ   .... ท่านกำลังอยู่ในหน้านี้
ตอนที่ 2 : สารประกอบต่างๆที่ช่วยรักษาระดับความชุ่มชื้นของผิว มอยส์เจอร์ไรเซอร์คืออะไร
ตอนที่ 3 : โครงสร้างผิวหนังชั้นหนังกำพร้าแบบเจาะลึก อธิบายขั้นตอนการสร้างสารประกอบต่างๆที่ช่วยรักษาระดับความชุ่มชื้นของผิว  โครงสร้างผิวหนัง