หลายคนคิดว่า ผิวขาดน้ำ และ ผิวแห้ง คือปัญหาเดียวกัน แต่จริง ๆ แล้วเป็นคนละเรื่อง และมีวิธีดูแลที่แตกต่างกัน
หลายครั้งคนที่มี ผิวมัน กลับรู้สึกว่าผิวแห้งตึง แต่งหน้าไม่ติด รูขุมขนดูกว้าง หรือยิ่งใช้ผลิตภัณฑ์ควบคุมความมัน หน้ายิ่งแห้งและระคายเคือง อาการเหล่านี้อาจเกิดจาก ภาวะผิวขาดน้ำ (Dehydrated Skin) ไม่ใช่เพราะมีน้ำมันมากเกินไป
การแยกให้ออกว่าตัวเองกำลัง "ผิวแห้ง" หรือ "ผิวขาดน้ำ" จะช่วยให้เลือกสกินแคร์ได้เหมาะสมและแก้ปัญหาได้ตรงจุดมากขึ้น
ตอนที่ 1 น้ำสำคัญต่อผิวอย่างไร?
ผิวที่มีน้ำเพียงพอจะดูเรียบเนียน นุ่ม และยืดหยุ่น โดยเฉพาะผิวชั้นนอก (Stratum Corneum) ซึ่งควรมีน้ำมากกว่า 10% เพื่อช่วย
- รักษาความชุ่มชื้น
- ให้เอนไซม์บนผิวทำงานได้ตามปกติ การผลัดเซลล์ผิวตามธรรมชาติเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ทำให้ผิวดูสุขภาพดีและสัมผัสนุ่ม
หากผิวสูญเสียน้ำมากเกินไป ผิวจะเริ่มหยาบ แห้ง และ skin barrier อ่อนแอลง
ตอนที่ 2 กลไกการรักษาความชุ่มชื้นของผิวตามธรรมชาติ
ธรรมชาตินั้นมหัศจรรย์ สร้างผิวหนังให้มีระบบกักเก็บน้ำได้ด้วยตัวเอง ทั้งในชั้นหนังแท้และชั้นหนังกำพร้า โดยทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ
1.ระบบกักเก็บน้ำของผิวชั้นหนังแท้ (Dermis) : - เป็นระบบกักเก็บน้ำใต้ผิวที่ใหญ่ที่สุด
- มีสาร Glycosaminoglycans (GAGs) และ Hyaluronic Acid ทำหน้าที่อุ้มน้ำและดูดซับน้ำไว้ในเนื้อเยื่อ เพื่อให้ผิวเต่งตึงและชุ่มชื้น
- น้ำจากหลอดเลือดในชั้นหนังแท้จะซึมผ่านเนื้อเยื่อขึ้นมาสู่ชั้นหนังกำพร้าอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากผิวชั้นนอกสุดมีความเข้มข้นของน้ำน้อยกว่า (ดึงน้ำจากล่างขึ้นบน)
2.ระบบบกักเก็บน้ำชั้นหนังกำพร้า (Epidermis) :
- ชั้นหนังกำพร้ามี 5 ชั้นย่อย ระบบกักเก็บน้ำเกือบทั้งหมด เกิดขึ้นที่ชั้นนอกสุด คือ ชั้นขี้ไคล (Stratum Corneum) ซึ่งประกอบไปด้วยเซลล์ขี้ไคล (corneocyte) จำนวนมาก
- น้ำจากชั้นหนังแท้ถูกส่งผ่านช่องอควาพอร์ริน (Aquaporins) ซึ่งเป็น "ช่องขนส่งน้ำขนาดเล็ก" ในชั้นหนังกำพร้า กระจายต่อไปยังเซลล์รอบๆ ขึ้นมาจนถึงเซลล์ชั้นขี้ไคล
- เมื่อน้ำเดินทางมาถึงชั้นชั้นขี้ไคล น้ำส่วนหนึ่งจะระเหยออกสู่อากาศ เรียกว่า Transepidermal Water Loss (TEWL)
- น้ำที่เหลือจะถูก สารให้ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ (Natural Moisturizing Factor - NMF) ภายในเซลล์ขี้ไคล เช่น กรดอะมิโน ยูเรีย และกรดแลกติก ดูดจับไว้ สารเหล่านี้มีคุณสมบัติอุ้มน้ำสูงมาก นอกจากดูดจับน้ำที่ส่งมาจากชั้นหนังแท้แล้ว ยังสามารถจับน้ำจากสิ่งแวดล้อมเอาไว้ได้ด้วย
- ไขมันระหว่างเซลล์ขี้ไคล (Intercellular Lipids) ประกอบด้วย เซราไมด์ (Ceramides), คอเลสเตอรอล (Cholesterol) และกรดไขมัน (Free Fatty Acids) คอยช่วยกั้นไม่ให้น้ำระเหยออกจากเซลล์
- น้ำมัน sebum ที่ผลิตจากต่อมไขมัน ถูกลำเลียงออกมาตามรูขุมขนเพื่อเคลือบผิวภายนอกเป็นฟิล์มบางๆ (lipid film) ช่วยป้องกันน้ำใต้ผิวระเหยออกอีกทางหนึ่ง
- ระบบการกักเก็บน้ำในชั้นนี้ เป็นที่รู้จักกันในชื่อ เกราะป้องกันผิว ( skin barrier ) ต้องการรู้จัก skin barrier มากขึ้น คลิก
ภาพแสดงระบบการรักษาความชุ่มชื้นของเซลล์ผิวชั้นขี้ไคล
ตอนที่ 3 ระบบกักเก็บน้ำในชั้นหนังแท้และชั้นหนังกำพร้า ชั้นใดสำคัญกว่ากัน
- สำคัญทั้ง 2 ส่วน ต้องทำงานร่วมกัน ขาดระบบใดระบบหนึ่งไม่ได้
- ต่อให้มีน้ำในชั้นหนังแท้มากแค่ไหน หาก skin barrier เสียหาย น้ำปริมาณมหาศาลจากชั้นหนังแท้ก็จะซึมและระเหยออกสู่อากาศอย่างรวดเร็วอยู่ดี ทำให้เกิดภาวะผิวขาดน้ำ (Dehydrated Skin)
- ในทางกลับกัน ไม่ว่า skin barrier จะแข็งแรงและปิดสนิทเพียงใด หากร่างกายขาดน้ำอย่างรุนแรง หรือคอลลาเจนและไฮยาลูรอนิกในชั้นหนังแท้เสื่อมสภาพตามอายุ ชั้นหนังกำพร้าก็จะไม่มีโมเลกุลน้ำจากด้านล่างส่งขึ้นมาให้กักเก็บ ผิวก็จะดูแห้งเหี่ยวและไม่มีความเปล่งปลั่ง
ตอนที่ 4 โครงสร้างผิวปกติและผิวขาดน้ำ แตกต่างกันอย่างไร
ผิวปกติมีการเรียงตัวเป็นระเบียบ กักเก็บน้ำได้ดี ส่วนผิวขาดน้ำ การเรียงตัวหลวม ไม่มีระเบียบ น้ำใต้ผิวระเหยง่าย
ตอนที่ 5 "ผิวขาดน้ำ" และ "ผิวแห้ง" เหมือนกันไหม?
ตอบ ไม่เหมือนกัน การแก้ไขก็ต่างกัน
ตอนที่ 6 ผิวมันขาดน้ำ (Dehydrated Oily Skin) คืออะไร?
- ภาวะที่ผิวหนังขาดน้ำในชั้นหนังกำพร้า (ขาดความชุ่มชื้น)
- เมื่อผิวสูญเสียน้ำ ร่างกายจะพยายามชดเชยด้วยการผลิตน้ำมันเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า ผิวมันขาดน้ำ
- ผิวภายนอกดูมันเยิ้ม เกิดการอุดตัน เป็นสิว ในขณะที่เนื้อผิวจริงกลับแห้งสาก แสบแดง และไม่สดใส
- ภาวะนี้ไม่ใช่ "ประเภทผิว" แต่เป็น "สภาพผิวชั่วคราว" ที่เกิดจาก skin barrier เสียหาย
- มักเกิดกับผู้ที่มีสภาพผิวมัน ผิวผสม ซึ่งมีต่อมไขมันจำนวนมากใต้ผิวรอผลิตน้ำมันอยู่แล้ว
- ลักษณะที่พบได้บ่อย ได้แก่ หน้ามันเร็ว รูขุมขนดูกว้าง แต่งหน้าไม่ติด เป็นสิวอุดตันง่าย ผิวสาก แม้จะมีน้ำมันเคลือบอยู่
ตอนที่ 7 เราจะรู้ได้ยังไงว่าผิวเราขาดน้ำหรือเปล่า ?
- ใช้เครื่องวัดอัตราการสูญเสียน้ำออกจากผิวสู่อากาศ (TEWL) เครื่องวัด TEWL คืออุปกรณ์วิทยาศาสตร์ที่ใช้ตรวจวัดอัตราการสูญเสียน้ำผ่านทางผิวหนัง (Transepidermal Water Loss) เพื่อประเมินความแข็งแรงของ skin barrier
- หน่วยวัดคือ กรัมต่อตารางเมตรต่อชั่วโมง (g/m²/h)
- ผิวสุขภาพดีค่าปกติอยู่ที่ประมาณ 5-10 g/m²/h
- ค่าที่สูงขึ้นบอกถึงเกราะป้องกันผิวถูกทำลาย
- หลังล้างหน้า รู้สึกตีงผิวอย่างรวดเร็ว ลักษณะนี้ คือ ผิวขาดน้ำ ซึ่งเกิดแบบชั่วคราว หากเติมน้ำเข้าให้ผิว อาการตึงก็จะหายไป
- ริมฝีปากแห้ง ต้องพกลิปกลอสไว้เติมบ่อยๆ เพราะผิวริมฝีปากเป็นส่วนที่ไม่มีต่อมไขมัน จึงไม่มี lipid film หากผิวขาดน้ำ จะแสดงออกชัดที่สุด
ตอนที่ 8 สาเหตุการสูญเสียน้ำใต้ผิวมากกว่าปกติ
ปัจจัยภายใน
1. โรคบางชนิด
- โรคเด็กดักแด้ ichthyosis มีความผิดปกติในการสร้างเคราติน ( keratin) ส่งผลให้กระบวนการผลัดเซลล์ผิวทำงานผิดเพี้ยนไป เซลล์ผิวเก่าไม่ยอมหลุดลอกออกตามธรรมชาติ แต่กลับสะสมหนาตัวขึ้นจนกลายเป็นแผ่นแข็ง แห้งกร้าน และแตกเป็นขุยหรือเกล็ดคล้ายเกล็ดปลาทั่วร่างกาย
- โรคผิวหนังอักเสบภูมิแพ้ (atopic eczema)
2.อายุยิ่งมาก ต่อมไขมันจะผลิตน้ำมันน้อยลงและไขมันระหว่างเซลล์จะลดลง ทำให้เสียน้ำออกจากผิวหนังได้ง่าย
ปัจจัยภายนอก
1.ชั้นหนังกำพร้ามีการหมุนเวียนเร็วกว่าปกติ จนไม่สามารถสร้างชั้นไขมันได้ทัน จึงเสียความสามารถในการรักษาน้ำให้คงอยู่ในผิวหนัง มักพบในผู้ที่มีประวัติการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีการผลัดผิวในความเข้มข้นสูงและใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน การขัดหน้า ลอกหน้า ทำเบบี้ เฟซผิวจะมีลักษณะบาง แดงง่าย
2. มีการทำลายของผิวหนังชั้นหนังกำพร้าจากสารเคมี เช่น สารทำความสะอาดชนิดรุนแรง ชะล้างน้ำมันที่เคลือบบนผิวมากเกินไป เป็นผลให้ผิวหนังสูญเสียน้ำออกสู่ภายนอกได้ง่ายขึ้น
3. สภาวะแวดล้อม ในฤดูหนาว ความชื้นในบรรยากาศต่ำ การสูญเสียน้ำออกจากผิวหนังเพิ่มสูงขึ้น จึงทำให้ผิวหนังอักเสบจากความแห้ง
4. พฤติกรรมและการดำเนินชีวิตของแต่ละบุคคล ออกแดดประจำ สารเคมี ลม ความชื้นในบรรยากาศมีอิทธิพลต่อการเสียน้ำออกจากผิวหนัง
ตอนที่ 9 แนวทางการดูแลและกู้ "ผิวขาดน้ำ" อย่างตรงจุด
- หยุด สิ่งที่ทำให้ skin barrier เสียหาย ได้แก่
- การรักษาสิวแบบต่อเนื่องและผิดวิธี
- การผลัดเซลล์ผิวแบบวิธีกายภาพ เช่น การสครับผิว การขัดหน้า การลอกหน้า การใช้แปรงนวดหน้าแบบขนหยาบเกินไป
- ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่ทำให้ผิวแห้ง ได้แก่ สบู่ก้อน โฟมล้างหน้าเนื้อทึบ
- แสงแดด ความร้อน การผักผ่อนน้อย
- เติม น้ำให้ผิวด้วยโทนเนอร์หรือเซรั่มกลุ่มที่ผสมมอยส์เจอร์ไรเซอร์ประเภท Humectants เนื้อบางเบา เช่น Hyaluronic Acid หรือ Glycerin เพื่อเติมน้ำโดยไม่เพิ่มความมัน ผลิตภัณฑ์แนะนำ คือ โทนเนอร์ใบบัวบก
- ล็อก ความชุ่มชื้นด้วยมอยส์เจอไรเซอร์ชนิด occlusive เช่น Ceramides , cholesterol เพื่อซ่อมปูนฉาบผิวให้กลับมาปิดสนิท
ตอนที่ 10 จากที่อ่านมาทั้งหมด คิดว่าตัวเองมีปัญหา "ผิวมันขาดน้ำ" มีผลิตภัณฑ์แนะนำหรือไม่
มีค่ะ ทางเรามีเซตผลิตภัณฑ์ดูแลผิวมันขาดน้ำ ใช้คู่กัน ในเซตประกอบด้วย
1. มายด์ รีนิววอล เอสเซ้นส์
เอสเซ้นส์กรดผลไม้สูตรอ่อนโยน ไม่แสบหน้า ช่วยผลัดเอาเซลล์ผิวขี้ไคลที่เรียงตัวระเกะระกะออกไป จัดระเบียบการเรียงตัวของเซลล์ผิวใหม่ เป็นระเบียบขึ้น ทำให้ผิวเรียบนุ่มเนียนขึ้น
2. เจลไมโครคอลลาเจน
ประกอบด้วยคอลลาเจนขนาดอนุภาคเล็ก ซึมเข้าสู่ผิวได้ลึกกว่าเดิม พร้อมด้วยสารสกัดจากต้นหลิว (วิช ฮาเซล) กรดไฮยาลูโรนิค และเปปไทด์ชั้นดี ช่วยลดเลือนริ้วรอย ลดการระคายเคือง ทำให้ผิวชุ่มชื้น เรียบเนียน ปราศจากสี ปราศจากแอลกอฮอล์ ปราศจากน้ำหอม ปราศจากซิลิโคน และน้ำมันทุกชนิด
ข้อมูลบางส่วนในบทความนี้ เรียบเรียงจาก
1. หนังสือใกล้หมอ ปีที่ 25 ฉบับที่ 9 กันยายน 2544 )
2. บทความของ รศ.นพ.ป่วน สุทธิพินิจธรรม ภาควิชาตจวิทยา Faculty of Medicine Siriraj Hospital คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
บทความนี้แบ่งออกเป็น 3 ตอน
ตอนที่ 1 : ผิวขาดน้ำ สาเหตุของปัญหาผิวนานับประการ
ตอนที่ 2 : สารประกอบต่างๆที่ช่วยรักษาระดับความชุ่มชื้นของผิว มอยส์เจอร์ไรเซอร์คืออะไร
ตอนที่ 3 : โครงสร้างผิวหนังชั้นหนังกำพร้าแบบเจาะลึก อธิบายขั้นตอนการสร้างสารประกอบต่างๆที่ช่วยรักษาระดับความชุ่มชื้นของผิว โครงสร้างผิวหนัง