อย.และเครื่องสำอาง ตอนที่ 2 คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับเลข อย.

82880 จำนวนผู้เข้าชม  |  นานาสาระ สำหรับผิวสวย

อย.และเครื่องสำอาง ตอนที่ 2  คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับเลข อย.



นานาสาระ เกี่ยวกับ อย.และเครื่องสำอาง  ที่ผู้ใช้และผู้ขายทุกท่านควรรู้  ฟาร์มาบิวตี้แคร์ใช้เวลาสืบค้นและเรียบเรียงอยู่หลายวัน หวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อทุกท่านนะคะ
 

อย.และเครื่องสำอางตอนที่ 1 :  กฏหมายกับเครื่องสำอางมีความเป็นมาอย่างไร  เริ่มจากในอดีตไล่มาจนถึงปัจจุบัน คลิก
อย.และเครื่องสำอางตอนที่ 2 :  คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับเลข อย.  (ท่านกำลังอยู่หน้านี้ )
อย.และเครื่องสำอางตอนที่ 3 : วิธีเช็คเลข อย. ของแท้หรือสวม คลิก


อย.และเครื่องสำอางตอนที่ 2 :  คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับเลข อย.

คำถามที่ 1 ครีมที่มี อย. แสดงว่าครีมนั้นปลอดภัย ทาง อย.ได้ตรวจส่วนผสมในครีมแล้วว่าไม่มีสารต้องห้าม (สารที่ อย.ห้ามใส่ในเครื่องสำอาง) ?
การจดแจ้งสูตร อย. ทาง อย.ไม่ได้ตรวจส่วนผสมในครีม เป็นเพียงการยื่นข้อมูลส่วนประกอบ และปริมาณที่ใส่เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค  (ระบุปริมาณเฉพาะสารที่อย.กำหนดให้ระบุ)  ทาง อย.จะพิจารณาส่วนผสมในแง่ของชื่อ % ฯลฯ ข้อมูลอื่นๆ อย่างละเอียดถี่ถ้วน แล้วก็อนุมัติเลขจดแจ้ง  
ดังนั้นครีมที่ผ่านการจดแจ้งและมีเลขที่จดแจ้งมาแสดง ก็อาจจะไม่ปลอดภัย 100% ค่ะ อาจจะมีการปนเปื้อนสารต้องห้ามได้


คำถามที่ 2 ครีมที่มี อย. ใช้แล้วจะไม่แพ้ ?
การจดแจ้งสูตร อย. และการแพ้ ไม่มีความเกี่ยวข้องกัน
การจดแจ้งสูตร อย. โดยหลักการแล้วเป็นการแจ้งรายละเอียดเพื่อแสดงให้ทราบว่า ไม่มีส่วนผสมที อย.ห้ามใส่  จากนั้น อย.ก็จะอนุมัติให้เลขที่จดแจ้งมากำกับที่ตัวสินค้า
ส่วนการแพ้ เป็นปฎิกิริยาส่วนบุคคล แม้ว่าส่วนผสมที่ใส่จะได้รับอนุญาตจาก อย. แล้ว ก็อาจจะทำให้แพ้ได้  แม้แต่สารสกัดว่านหางจระเข้ ที่ร่ำลือกันว่าใช้รักษาอาการแพ้ ก็ยังมีคนที่ใช้แล้วแพ้ ไม่มีใครทราบว่าจะแพ้หรือไม่จนกว่าจะได้ลองใช้ ถ้าเราเป็นคนแพ้ง่ายไม่เหมือนคนอื่น ก่อนจะใช้อะไรใหม่ๆในครั้งแรกให้ทดสอบการแพ้ก่อนเสมอ

คำถามที่ 3  แล้วเป็นไปได้หรือไม่ว่า สารที่มีอยู่ในครีมและสารที่ยื่นแจ้ง อย. ไม่ตรงกัน
เป็นไปได้ กรณีแบบนี้เข้าข่ายเครื่องสำอางปลอม จดแจ้งอีกอย่าง แต่พอทำจริงใส่อีกอย่าง ผู้บริโภคไม่ทีทางรู้ได้    ก็ถือว่าอันตรายมากเหมือนกัน  ถ้าผู้ขายทำเช่นนี้ก็เหมือนจงใจยื่นจดแจ้งเพื่อต้องการเลข อย.มาเพิ่มความน่าเชื่อถือในสินค้าของตนเท่านั้น  ดังนั้นครีมที่ผ่านการจดแจ้ง และมีเลขที่จดแจ้ง กำกับที่สินค้า ก็อาจจะไม่ปลอดภัยเสมอไป  อย่างไรก็ตามจากการมีกฏหมายให้เครืองสำอางทุกชนิดต้องจดแจ้ง พบว่าช่วยกรองเครื่องสำอางที่ไม่ได้มาตรฐานได้ถึงร้อยละ 60

 
สรุปให้อีกครั้ง
เลข อย.บนฉลากเครื่องสำอาง เป็นเพียงเลขที่ทาง อย.ออกให้เพื่อแสดงให้ทราบว่าเครื่องสำอาง ยี่ห้อนี้รุ่นนี้ ได้มาจดแจ้ง
ย้ำว่า " จดแจ้ง " ก่อนจะจำหน่ายออกสู่ตลาด โดยในกระบวนการจดแจ้ง อย.ไม่ได้นำเครื่องสำอางนั้นไปวิเคราะห์หาสารต้องห้ามใดๆ ฉะนั้น จึงมีโอกาสเป็นไปได้ ที่เครื่องสำอางนั้นอาจแอบใส่สารต้องห้ามในภายหลัง

ส่วนการแพ้ไม่แพ้ยิ่งไม่เกี่ยวกับเลขจดแจ้งเลย เป็นปฏิกิริยาส่วนบุคคล (เคยมีคนด่า อย.ด้วย ใช้แล้วแพ้ อย.ให้ผ่านมาได้ไง??? )

คล้ายๆกับเวลาเราซื้อรถแล้วต้องไปจดทะเบียนกับขนส่ง เวลาเกิดเหตุอะไรจะได้ตามได้จากป้ายทะเบียนได้ แต่ขนส่งไม่อาจทราบได้ว่ารถคันดังกล่าว อาจจะเอาไปขนยาเสพติด สิ่งผิดกฏหมายก็ได้

โปรดอ่านอีกครั้งหนึ่ง
เลข อย.เครื่องสำอาง เป็นเพียงเลขแสดงการ " จดแจ้ง " ไม่ใช่การ " รับรอง"

โปรดอ่านครั้งที่สอง
ประโยคที่ว่า " เครื่องสำอางนี้ผ่านการรับรองโดย อย." เป็นการใช้คำที่ไม่ถูกต้อง ที่ถูกต้องคือ " เครื่องสำอางนี้ผ่านการจดแจ้งจาก อย."

คำถามที่ 4 แล้วเราในฐานะผู้บริโภค จะทราบได้อย่างไรว่า ส่วนผสมในครีมและส่วนผสมที่ ผู้ผลิต/ผู้ขาย จดแจ้งต่อ อย.เป็นตัวเดียวกัน?
อย.ได้หาทางออกสำหรับปัญหานี้  โดยเมื่อปลายเดือน มิถุนายน 2555 ที่ผ่านมา อย.กำหนดให้การยื่นจดแจ้งสูตรต่อ อย. ต้องยืนข้อมูลเพิ่มเติมได้แก่

1. ปริมาณบรรจุ เช่น สินค้าแบรนด์ pharis miracle white mask ต้องบรรจุขนาด 15 กรัม ถ้าไปเจอขนาดอื่น ถือว่าเป็นของปลอม
2. รูปแพกเกจบรรจุ เช่น สินค้าแบรนด์ pharis miracle white mask ต้องบรรจุกระปุกพลาสติกขาว ทรงกลม ขนาด 15 กรัม  ถ้าไปเจอแพกเกจแบบอื่น  ถือว่าเป็นของปลอม
3. ลักษณะทางกายภาพของผลิตภัณฑ์ เช่น สินค้าแบรนด์ pharis miracle white mask เนื้อครีมสีขาวข้น ไม่มีกลิ่น ถ้าไปเจอสีอื่น กลิ่นอื่น  ถือว่าเป็นของปลอม

หากผู้บริโภคไม่มั่นใจในสินค้า ว่าเป็นของจริงหรือไม่ สามารถโทรสอบถามกองเครื่องสำอางได้ที่ 02 590 7441 และ 7422-3 ในวัน เวลาราชการ


คำถามที่ 5  (คำถามจริงจากเวบ อย.)  หากรับสินค้าจากผู้ผลิตที่มีการจดเลขที่ อย. ถูกต้อง แล้วนำมาทำยี่ห้อใหม่เพื่อจำหน่ายโดยใช้เลขที่ อย.เดิมของผู้ผลิตที่ได้จดไว้ได้หรือไม่ ยกตัวอย่างเช่นโรงงาน abc ผลิตเครื่องสำอางยี่ห้อ ก. ร้าน xyz รับผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจาก abc แล้วนำมาเปลี่ยนยี่ห้อเป็น ข. โดยใช้เลขที่ อย. เดียวกันกับของบริษัท ก. โดยไม่ได้จดขอเลขที่ อย. ใหม่ อย่างนี้จะสามารถทำได้หรือปล่าว ?
ไม่ได้ค่ะ ต้องมาจดแจ้งกับ อย ใหม่ ได้เลขที่ใบรับแจ้งใหม่ค่ะ ถึงแม้ว่าสินค้าดังกล่าวจะได้รับเลขที่ใบรับแจ้งจากผู้ผลิตเดิมก็ตาม ปัจจุบันกฎหมายกำหนดให้ผู้ผลิต/ผู้นำเข้าเครื่องสำอางที่ต้องการผลิตหรือนำเข้าเครื่องสำอางเพื่อขาย ต้องมาดำเนินการจดแจ้งต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา โทรสอบถามเจ้าหน้าที่ที่ โทร 02 590 7441 หรือ 7422-3 หรือ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดที่สถานที่ผลิตหรือสถานที่นำเข้านั้นตั้งอยู่

การผลิตเครื่องสำอางแม้ว่าจะผลิตในปริมาณน้อยเพื่อขาย ก็ต้องมาจดแจ้งเนื่องจากเป็นการผลิตเพื่อขาย (ขาย หมายความว่า จำหน่าย จ่ายแจก หรือแลกเปลี่ยนเพื่อประโยชน์ในการค้าและหมายความรวมถึงมีไว้เพื่อขายด้วย) สำหรับค่าใช้จ่ายในการผลิตปีละ 1,000 บาทนั้น หมายถึงการชำระค่าธรรมเนียมรายปีต่อผู้ผลิตต่อรายผู้ประกอบการที่มายื่นขอจดแจ้งเครื่องสำอาง ซึ่งกฎหมายกำหนดให้ชำระ 1,000 บาท ต่อปี/ส่วนผู้นำเข้า 2,000 บาทต่อปี โดยสามารถผลิต/นำเข้าเครื่องสำอางกี่รายการก็ได้ โดยไม่จำกัดจำนวน แต่ต้องชำระค่าธรรมเนียมการผลิตทุกปี จนกว่าจะไม่มีการผลิต/นำเข้า เพื่อขายเครื่องสำอางดังกล่าว


คำถามที่ 6 มีครีมนึงเจ้าของบอกว่ามีเลข อย.แล้ว แต่ไม่ได้ลงเลขบนฉลาก แบบนี้จะทราบได้อย่างไรว่าเขาจดจริงห รือไม่ ? 
เครื่องสำอางที่จดแจ้ง กับ อย แล้ว ต้องนำเลขจดแจ้งมารุะบุบนฉลากด้วย (เฉพาะเครื่องสำอางที่ผลิตหรือนำเข้าเพื่อขาย ที่ผลิตหรือนำเข้าฯตั้งแต่วันที่ 14 กันยายน 2554 เป็นต้นไป )  และต้องดูว่ามีฉลากภาษาไทยที่ระบุรายละเอียดอื่นๆครบถ้วน ได้แก่ ชื่อและประเภทผลิตภัณฑ์ ส่วนประกอบสำคัญ วิธีใช้ ชื่อและที่ตั้งแหล่งผลิต วันเดือนปีที่ผลิต ปริมาณสุทธิ คำเตือน ทั้งนี้ ควรเลือกซื้อจากร้านค้าที่มีหลักแหล่งแน่นอน น่าเชื่อถือ เพราะหากเกิดปัญหาสามารถติดต่อผู้รับผิดชอบได้ และควรสังเกตดูด้วยว่าทางร้านมีการจัดเก็บเครื่องสำอางเป็นอย่างดี ไม่เก็บไว้ในที่ร้อนชื้น แสงแดดส่องถึง เพราะจะทำให้ผลิตภัณฑ์เสื่อมคุณภาพเร็วกว่าปกติ การใช้ข้อมูลบนฉลากให้เป็นประโยชน์ก่อนตัดสินใจซื้อ จะช่วยให้ได้รับผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยและมีคุณภาพ

หากเจ้าของสินค้าไม่ลงเลขบนฉลาก ผู้ซื้อมีสิทธิ์สอบถามเลขที่จดแจ้งและนำไปเช็คกับเวบ อย.ว่าตรงและถูกต้องหรือไม่

เน้นย้ำอีกครั้ง
-ผลิตภัณฑ์ที่จดแจ้งแล้ว แต่ไม่นำเลขจดแจ้งมาลงบนฉลาก ก็ยังถือว่ามีความผิด
-ผลิตภัณฑ์ที่จดแจ้งแล้ว นำเลขจดแจ้งมาลงบนฉลาก แต่ไม่มีรายละเอียดอื่นๆตามประกาศ ได้แก่  ชื่อและประเภทผลิตภัณฑ์ ส่วนประกอบสำคัญ วิธีใช้ ชื่อและที่ตั้งแหล่งผลิต วันเดือนปีที่ผลิต ปริมาณสุทธิ คำเตือน  ก็ถือว่ามีความผิดเช่นกัน
ฉะนั้น ต้องดูทั้งเลข และรายละเอียดบนฉลากค่ะว่าครบถ้วน ควรเลือกซื้อจากร้านค้าที่มีหลักแหล่งแน่นอน น่าเชื่อถือ เพราะหากเกิดปัญหาสามารถติดต่อผู้รับผิดชอบได้


รายละเอียดบนฉลากเครื่องสำอางที่ อย.กำหนด



ตัวอย่างฉลากที่ครบถ้วน




ฉลากเครื่องสำอางสำคัญมาก ถึงมีเลข อย.มาลง แต่ลงรายละเอียดอื่นไม่สมบูรณ์ก็ถือว่าไม่ถูกต้องตามกฏหมายและไม่น่าเชื่อถือ  เช่น ลงส่วนผสมบนฉลากว่า vitamin C, สารสกัดมะนาว , สารสกัดเปลือกมังคุด  ชื่อส่วนผสมเหล่านี้ไม่เป็นไปตามชื่อที่ อย.กำหนด ถือว่ามีความผิด

คำถามที่ 7 อยากทราบว่าหากประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์สปาและครีมบำรุงผิวจากสมุนไพร ในลักษณะธุรกิจแบบครัวเรือน(บุคคลธรรมดา) ต้องดำเนินการจด อย.หรือไม่?
ต้องจดค่ะ ไม่มีข้อยกเว้น  เครื่องสำอางทุกชนิดอยู่ภายใต้ พรบ.เครื่องสำอาง พ.ศ.2535

คำถามที่ 8 เครื่องสำอางที่จะยื่นจดแจ้ง อย.ได้ ต้องผลิตจากโรงงานที่มี GMP หรือไม่?
ไม่จำเป็น อย.ไม่ได้บังคับว่าเครื่องสำอางนั้นจะต้องผลิตจากสถานที่ที่มี GMP  เครื่องสำอาง OTOP ก็สามารถยื่่นจดแจ้งได้ ขอให้สามารถให้ข้อมูลตามที่ อย.กำหนดได้ อย่างไรก็ตาม อย.สนับสนุนให้ผู้ประกอบการทำตามมาตรฐานGMP เพื่อทัดเทียมและแข่งกันในตลาดสากลได้

คำถามที่ 9 การจด อย. จะทำให้คู่แข่งลอกเลียนแบบสูตรหรือไม่?
ประเด็นการลอกเลียนสูตรกับการจดแจ้ง อย. ไม่มีความเกี่ยวข้องกัน การจดแจ้งสูตรไม่ทำให้เกิดปัญหาการลอกเลียนสูตร..ผู้ประกอบการเข้าใจผิดกันมาก ว่าการจดแจ้งสูตร อย.จะทำให้สูตรถูก copy
9.1 ไม่ว่าจะเป็นกฏหมายเดิมหรือกฏหมายใหม่  ในการระบุส่วนผสมบนฉลากต้องลงส่วนผสมทุกตัว เรียงลำดับความเข้มข้นจากมากไปหาน้อย และไม่ต้องระบุ % ของส่วนผสมบนฉลาก 
9.2 การจดแจ้งสูตร ทาง อย.ไม่ได้บังคับให้แจกแจง %ส่วนผสม  ยกเว้นสารนั้นเป็นสารที่ อย.ประกาศให้เป็นสารที่ต้องควบคุมปริมาณการใส่ ก็จะต้องระบุ %  สารที่ อย.กำหนดปริมาณ และ อย. ไม่เคยเผยแพร่สูตรสู่สาธารณะ
9.3 สูตรแต่ละสูตร ไม่ได้ copy และทำเลียนแบบกันง่ายๆ ถ้าทำง่าย คงมีคน copy สูตรแบรนด์ดังๆ กระปุกละหลายๆพัน มาวางขายกันแล้ว และเราคงไม่ต้องไปซื้อเครื่องสำอางแบรนด์เนมแพงๆในห้างสรรพสินค้ากันอีกต่อไป แม้จะรู้ส่วนผสมบนฉลาก แต่ไม่รู้% ที่ใส่ ทำเลี่ยนแบบให้ตายยังไงก็ไม่เหมือนแน่นอนค่ะ หรือแม่แต่รู้ % ที่ใส่ ก็อาจจะทำออกมาได้ไม่เหมือน

คำถามที่ 10 ไปรับเครื่องสำอางมาขายต่อ บนฉลากไม่มีเลขที่ใบรับแจ้ง เราในฐานะผู้ขาย (ไม่ใช่เจ้าของแบรนด์ ไม่ใช่ผู้ผลิต) มีความผิดหรือไม่?
ผู้ขายเครื่องสำอางรุ่นที่ผลิตหรือนาเข้าตั้งแต่วันที่ 14 กันยายน 2554  โดยไม่มี “เลขที่ใบรับแจ้ง” บนฉลาก จะมีความผิดตามมาตรา ๕๗ ข้อหาแสดงฉลากไม่ถูกต้องระวางโทษจาคุกไม่เกิน ๓ เดือน หรือปรับไม่เกิน๒๐,๐๐๐บาท หรือทั้งจำทั้งปรับทั้งนี้ หากเป็นการกระทำโดยประมาท ผู้กระทำต้องระวางโทษปรับไม่เกิน ๑๐,๐๐๐บาท

แต่ถ้าเป็นการกระทำของผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๖ เดือน หรือปรับไม่เกิน ๓๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
 
คำถามที่ 11 : ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าเครื่องสำอางที่มิได้จดแจ้ง มีบทลงโทษหรือไม่ อย่างไร?
ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าที่ฝ่าฝืนกฎหมาย ไม่มาจดแจ้งเครื่องสำอางให้เรียบร้อยก่อนผลิตหรือนำเข้า จะต้องระวางโทษจาคุกไม่เกิน ๑ เดือน หรือปรับไม่เกิน ๑๐,๐๐๐บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ