Last updated: 9 ส.ค. 2569 | 480702 จำนวนผู้เข้าชม |
ปัญหา ผิวติดสาร สิวสเตียรอยด์ พบได้บ่อยจากการใช้ครีมที่ไม่ได้มาตรฐาน โดยเฉพาะครีมที่เน้นให้หน้าใส มีรีวิวมหาศาล คนขายหน้าเงาแบบกระจก(ผ่านแอพ) เห็นผลเร็ว และผู้ขายต่างก็มั่นใจว่าครีมที่ตัวเองรับมาขายนั้นไร้สารแน่นอน แล้วก็มี FC มาสนับสนุนช่วย แต่ไม่นานนัก ความจริงก็ปรากฏ มีผู้เสียหายปรากฎตัวให้เห็น
ยาสเตียรอยด์ จัดเป็นสารห้ามใช้ตาม พรบ.เครื่องสำอาง จะดีดใส่ หยดใส่ แม้แต่นิดหน่อยก็ถือว่าผิดกฎหมาย อย่าหลงเชื่อคนขายที่บอกว่า ใส่นิดเดียว ไม่อันตราย อย.เขาให้ใส่ได้ คำกล่าวอ้างเหล่านี้ไม่เป็นความจริง
ก่อนเข้าเรื่องผลข้างเคียงของ ครีมหน้าใส ที่แอบผสม ยาสเตียรอยด์ เรามาดูประวัติความเป็นมาของการใช้ยาสเตียรอยด์ในวงการแพทย์กันก่อนนะคะ
สเตียรอยด์ชนิดทา (Topical steroids)
มีรายงานการนำสเตียรอยด์มาใช้ในการรักษาโรคผิวหนังตั้งแต่ปี ค.ศ.1952 ด้วยฤทธิ์เด่นของสเตียรอยด์ คือ
1. การยับยั้งการอักเสบ
2. การกดภูมิคุ้มกัน จึงมีการนำมาใช้รักษาโรคผิวหนังบางชนิดที่มีสาเหตุมาจากภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ
และต่อมามีการใช้แพร่หลายมากขึ้น มีรายงานพบผลข้างเคียงของการใช้สเตียรอยด์ชนิดทาผิวหนังครั้งแรกในปี ค.ศ.1995
การแบ่งความแรงของสเตียรอยด์ชนิดทา (Topical steroids potency classification)
มีหลายวิธีทีใช้ในการแบ่ง เช่น การทดสอบฤทธิ์ในการทำให้เส้นเลือดที่ผิวหนังหดตัว , การวัดประสิทธิภาพต้านการอักเสบหลังมีการฉีดสารก่ออักเสบใต้ผิวหนัง , การทดสอบประสิทธิภาพในการลดรอยแดงบนผิวหนังหลังถูกกระตุ้นด้วยรังสียูวี และอีกหลายๆวิธี ซึ่งไม่ขอกล่าวในที่นี้
ตัวอย่างยาสเตียรอยด์ที่มีจำหน่าย จำแนกตามระดับความแรง (ข้อมูลจาก https://www.dst.or.th)
การดูดซึมยาสเตียรอยด์ชนิดทา
ยาทาสเตึยรอยด์มีอัตราการดูดซึมประมาณร้อยละ 1 บนผิวคนสุขภาพดี (ผิวปกติ) แต่ในผู้ป่วยโรคผิวหนัง ผิวหนังมีความอ่อนแอ จะยอมให้ยาซึมได้มากกว่าผิวปกติถึง 9-10 เท่า นอกจากนี้ผิวแต่ละบริเวณก็ดูดซึมยาได้ไม่เท่ากัน โดยผิวส่วนที่หนา เช่น ฝ่ามือฝ่าเท้า ดูดซึมยาได้น้อย ส่วนผิวที่บอบบางได้แก่ผิวบริเวณเปลือกตาและถุงอัณฑะเป็นส่วนที่ดูดซึมยาได้ดีมากถึง 300 เท่า
อาการข้างเคียงจาก สเตียรอยด์ชนิดทา ที่เป็นปัญหากับสาวๆในขณะนี้ คือ "สิวสเตียรอยด์" และ "ผิวติดสเตียรอยด์"
1. สิวสเตียรอยด์

สิวสเตียรอยด์ ชนิดรูขุมขนอักเสบ folliculitis ร่วมกับหน้าแดง (erythema)
สิวสเตียรอยด์ ชนิดรูขุมขนอักเสบร่วมกับติดเชื้อรา (pityrosporum folliculitis)
รูขุมขนอักเสบคืออะไร
ก่อนจะเข้าเรื่องรูขุมขนอักเสบ ขออธิบายถึงสิวอุดตันแบบปกติก่อนนะคะ
สิวสเตียรอยด์ (คนไทย) : มีสิวหลายชนิดรวมกัน ทั้งสิวอุดตัน สิวอักเสบ และรูขุมขนอักเสบ
ยาสเตียรอยด์ ทำให้เซลล์บุรูขุมขนไวต่อการกระตุ้น มีปริมาณกรดไขมันมากขึ้น แบคทีเรีย P.acne ในรูขุมขนเจริญเติบโตเร็ว เกิดการสร้างคอมีโดนที่มากผิดปกติ กลายเป็นสิวอุดตัน หรือสิวอักเสบเม็ดใหญ่ลุกลามเกือบทุกรูขุมขน อีกทั้งภูมิคุ้มกันของผิวถูกสเตียรอยด์กดไว้มาอย่างยาวนาว ทำให้ผิวอ่อนแอ ติดเชื้อได้ง่าย สิวสเตียรอยด์ จึงมักรุนแรง มีหัวหนองขนาดใหญ่ มีสะเก็ดกรัง

สิวสเตียรอยด์ อีกชนิดหนึ่ง หายได้เองเมื่อหยุดยาสเตียรอยด์ หากไม่ได้แกะเกาจะไม่ทิ้งรอยดำ รักษาเหมือนสิวอักเสบทั่วไป
" สิวจากสเตียรอยด์ จะมีลักษณะเป็นปื้น กระจุก ประทุทุกรูขุมขน ทุกเม็ดจะดูคล้ายกันไม่ขึ้นกับระยะสิว ทำให้บางคนเรียกมันว่า ผื่นสิว และอาจมีอาการคัน ส่วนสิวฮอร์โมนทั่วไป จะมีลักษณะต่างกันในแต่ละเม็ด ขึ้นกับระยะสิว "
การใช้ครีมสเตียรอยด์ ไปสักระยะแล้วเกิดเป็นสิวสเตียรอยด์ ก็ถือว่าเป็นโชคดีของผู้ใช้ เพราะเป็นใครก็คงต้องหยุด เท่ากับว่า รู้ตัวเร็ว หยุดเร็ว ต่างจากบางคนที่ใช้แล้วหน้าใสสุดๆ ไม่แสดงอาการผิดปกติอะไรเลย ใช้ยาวเป็นปี พอหยุดเท่านั้นแหละ เกิดอาการถอนยา (steroid withdrawal) กลายเป็นคนมีปัญหาผิวติดสเตียรอยด์ (steroid addict) ซึ่งรุนแรงกว่า รักษายากกว่า เปลี่ยนครีมไม่ได้ พอกลับไปใช้ครีมเดิม หายเป็นปลิดทิ้ง ดูรายละเอียดในหัวข้อถัดไป
2. ผิวติดสเตียรอยด์
ยาสเตียรอยด์ มีผลทำให้โครงสร้างผิวหนังชั้นหนังแท้หลวมบาง เพราะคอลลาเจนและอีลาสตินถูกทำลาย ผิวจึงเหี่ยวและยุบตัว ผิวหนังชั้นหนังกำพร้าก็บางลงเพราะการสร้างเซลล์ใหม่หยุดชะงัก สารสำคัญที่เป็นองค์ประกอบของปราการผิว (skin barrier) ไม่เพียงพอ เชื้อโรคและสารก่อการแพ้จึงซึมลงไปใต้ผิวได้มากกว่าปกติ ทำให้เกิดอาการแพ้ง่าย ใช้อะไรก็แพ้ เวลาเป็นสิวก็รุนแรง แผลหายช้ากว่าปกติเพราะการสร้างเนื้อเยื่อใหม่เส้นเลือดใหม่ผิดปกติไปหมด
" อาการเลิกยาแล้วหน้ามีผื่นแดงเรียกว่า Steroids withdrawal pattern จะเกิดขึ้นหลังจากหยุดยาประมาณ7วัน เส้นเลือดมีการขยายตัว ทำให้หน้าแดง อาจมีตุ่มหนองขนาดเล็กคล้ายสิวผด 2-3 สัปดาห์ต่อมาผิวจะลอกเป็นขุย อาจกลับเป็นซ้ำได้อีกและมักจะหายช้ากว่าเดิม "
ผิวติดสเตียรอยด์ จัดเป็นอาการข้างเคียงประเภทหนึ่งจากการใช้ยาหรือครีมที่ผสมสเตียรอยด์ เท่านั้น คนที่ใช้ยาหรือครีมสเตียรอยด์ อาจจะไม่เกิดผลข้างเคียงนี้ แต่อาจจะเกิดผลข้างเคียงอื่นๆ อย่างไรก็ตามการใช้สเตียรอยด์ เป็นระยะเวลานาน มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดผลข้างเคียงครบทุกประเภทที่จะกล่าวในบทความนี้กรณีศึกษาจากเฟสบุค (1)
กรณีศึกษาจากเฟสบุค (2)
จากกรณีศึกษาจะเห็นว่าการรักษาผิวติดสเตียรอยด์ ไม่มีกฎตายตัว แม้แต่ Physio cream หรือ Cetaphil ที่เหมาะกับผิวแพ้ง่าย บางคนก็อาจจะใช้ไม่ได้ ต้องล้างหน้าด้วยน้ำเปล่าและงดการทาครีมทุกชนิด เรียกว่า พักผิว 100% หากคันมากก็ทานยาแก้แพ้กลุ่มแอนตี้ฮีสตามีนเพื่อบรรเทาอาการคันเป็นครั้งๆ ไป ในบางรายอาจต้องใช้เวลาฟื้นฟูผิวนานร่วมปี กรณีอาการรุนแรงแนะนำให้พบแพทย์ผิวหนัง
หลังจากมีกระแสครีมในอินเทอร์เนตผสมสารต้องห้าม หลายคนก็เกิดความกลัวว่าครีมที่ตนใช้อยู่นั้น ปลอดภัยหรือไม่ และบางคนก็เข้าใจผิดว่าอาการที่ตนเป็นอยู่นั้นต้องเป็นอาการติดสเตียรอยด์ แน่ๆ ก่อนจะตัดสินใจว่าครีมที่ตัวเองใช้อยู่มีสเตียรอยด์ หรือไม่ ให้สังเกตดังนี้ค่ะ
1. ใช้แล้ว หน้าเงาใสดั่งกระจก ใสจนมองเห็นเส้นเลือด
2. ใช้แล้ว สิวฝ้าหายราวกับเสก จนคนรอบข้างทักว่าไม่น่าจะดีได้ขนาดนี้
3. ใช้แล้ว ผิว เรียบเนียนนุ่ม ราวก้นเด็ก
4. ใช้แล้ว ขนบริเวณที่ทาครีม ยาวขึ้นผิดปกติ
5. ใช้แล้ว ผดผื่นคัน ผิวลอกแดง ดีขึ้นใน 1-3 วัน
ข้อ 1- 4 ต้องใช้ไปสักพักจึงจะทราบ ดีไม่ดีหน้าอาจจะติดสเตียรอยด์ ไปแล้ว
ข้อ 5 ข้อนี้สังเกตง่ายและเร็วค่ะ กรณีไม่มีผดผื่นคันที่หน้า ก็ลองเอาครีมนั้นไปทาผื่นคันส่วนใดก็ได้ของร่างกาย ถ้าผื่นคันนั้นดีขึ้นใน 1-2 วัน ให้สงสัยไว้ก่อนเลยว่ามีสเตียรอยด์ หรือในบางคนที่มีปัญหาเป็นโรคเซบเดิร์มอยู่แล้วก็ลองเอาครีมนั้นทาเซบเดิร์มดู ถ้าทาแล้วเซบเดิร์มหายใน 3-5 วัน ให้สงสัยไว้ก่อนเลยว่ามีสเตียรอยด์ เพราะครีมบำรุงผิวธรรมดาทำไม่ได้ค่ะ
" ชัวร์สุดคือการส่งครีมไปตรวจที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ไม่ควรตรวจเองด้วยวิธีบ้านๆแล้วประกาศว่าครีมนี้มีสเตียรอยด์ นะคะ เพราะอาจจะโดนฟ้องได้ "
การดูแล ผิวติดสเตียรอยด์ และอยู่ระหว่างการเห่อ (flare up)
1. ใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดสูตรปราศจาก สบู่ น้ำหอม AHA/BHA
2. เลือกผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่เน้นให้ผิวแข็งแรง เพิ่มความชุ่มชื้น แนะนำ เจลคอลลาเจนเปปไทด์
3. งดการใช้ผลิตภัณฑ์เร่งหน้าขาว ลดริ้วรอยเร่งด่วน เร่งหน้าใส
4. งดการลอกหน้า ขัดหน้า นวดหน้า
5. งดการออกแดด เพราะผิวที่โดนแสงแดดจะฟื้นตัวเองช้าและมักกระตุ้นการเห่อ
6. พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมากๆ ทานอาหารที่มีประโยชน์
7. กรณีไม่แพ้เหงื่อตัวเอง แนะนำให้ออกกำลังกายเพื่อให้เหงื่อและความร้อนในตัวช่วยทำความสะอาดรูขุมขน
คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการรักษา ผิวติดสเตียรอยด์
คำถาม เห็นโฆษณาครีมรีแพร์ผิวติดสเตียรอยด์ เจลดีทอกซ์ล้างสารพิษออกจากผิว พวกนี้ทำได้จริงมั้ย แล้วมันทำให้ผิวดีขึ้นจริงหรือเปล่า ซื้อมาใช้แล้วหน้าตึงกว่าเดิม หน้าแดงกว่าเดิม
ตอบ สเตียรอยด์ ที่เราทาใปบนผิว สะสมแล้ว ไม่มีอะไรไปดูดมันออกมาจากผิวได้ แล้วทำยังไงล่ะ ที่จะเอาสเตียรอยด์ ที่ตกค้างออกได้ ตอบ ไม่ต้องทำอะไร เพราะจริงๆแล้วขณะที่เราใช้ครีม สเตียรอยด์ มันได้ถูกชะออกไปตอนล้างหน้าประมาณ 99% เหลือแค่ 1 % ที่จะตกค้างบนผิวและบางส่วนอาจจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด เมื่อเราหยุดใช้ เจ้าสเตียรอยด์ ที่เคยตกค้างบนผิว มันก็จะค่อยๆหมดไปเองจากการทำความสะอาดผิวประจำวัน + การผลัดเซลล์ผิวตามธรรมชาติ ส่วนสเตียรอยด์ บางส่วนที่ถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดก็จะค่อยๆหมดฤทธิ์ไปเองจากระบบเมตาบอลิซึมและการขับถ่ายยาของร่างกาย
ระวังถูกหลอกขายครีมขับสเตียรอยด์ ความเข้าใจที่ว่าอาการ " แดง แสบ คัน สิวเห่อทั้งหน้า ใช้อะไรก็แพ้ " เพราะสเตียรอยด์ ยังติดค้างอยู่ใต้ผิว เป็นความเข้าใจที่ผิด ความจริงก็คือ " อาการแดง แสบ คัน สิวเห่อทั้งหน้า ใช้อะไรก็แพ้ " นั้นเป็นผลจากการที่สเตียรอยด์ ไปทำลายผิวจนพัง ทำลายไปทีละนิดในช่วงที่ใช้ครีม โดยคนใช้เองไม่รู้ตัว เมื่อถึงจุดๆหนึ่งก็จะแสดงอาการออกมา ดังนั้น
1. เจลดีทอกซ์ คือเจลที่ช่วยทำความสะอาดผิว เหมือนเจลล้างหน้าทั่วๆไป จึงไม่ได้มีฤทธิ์ขับสเตียรอยด์ แต่อย่างใด
2. ครีมรีแพร์ ถ้ามีส่วนผสมที่ช่วยฟื้นฟู skin barrier + คอลลาเจนและอีลาสติน ก็อาจจะ ช่วยบรรเทาและทำให้ผิวกลับมาแข็งแรงได้เร็วขึ้น
" แม้ครีมบำรุงจะมีส่วนผสมชั้นเลิศ ฟื้นฟูโครงสร้างผิวได้ดี ปานใด จงจำไว้เสมอว่า ผิวที่ติดสเตียรอยด์ไปแล้ว นั้นพร้อมที่จะแพ้ทุกอย่างได้ตลอดเวลา การลองใช้คือวิธีเดียวที่จะรู้ว่า จะแพ้หรือไม่ "
อาการข้างเคียงอื่นๆ ที่พบจากการใช้ยาหรือครีมที่ผสมสเตียรอยด์
1. อาการผิวหนังฝ่อ (atrophy) เป็นผลข้างเคียงที่พบได้บ่อย เกิดจากสเตียรอยด์ ไปทำลายเซลล์ fibroblast ในชั้นหนังแท้ ทำให้การผลิตคอลลาเจนและสารจำพวก mucopolysaccharides ลดลง ผิวหนังจึงฝ่อและเหี่ยว ด้วยกลไกนี้จึงมีการฉีดสเตียรอยด์ กับแผลเป็นนูน (Keloid) เพื่อให้แผลยุบลง
ภาพผิวหนังฝ่อ (Atrophy) ร่วมกับการเกิดจ้ำเลือดใต้ผิวหนัง (bruise)
2. ผิวแตกลาย (Straie, rubrae distensae) อ่าน ตัวอย่างกรณีศึกษาจาก pantip
สเตียรอยด์ ทำให้เกิดการอักเสบและการบวมของชั้นหนังแท้ เกิดเป็นแผลและมีการสร้างคอลลาเจนตามแนวแผล กลายเป็นรอยนูนมองเห็นจากด้านนอก ผิวแตกลายจากสเตียรอยด์ จะมีลักษณะเฉพาะคือมีสีแดง ในบางคนอาจรู้สึกเจ็บ เป็นแล้วถาวร ไม่หาย ต่างจากรอยแตกจากความอ้วน การตั้งครรภ์ที่สีจะซีดขาว และจางลงได้เมื่อเวลาผ่านไป
ภาพรอยแตกลายจากการทาสเตียรอยด์
3. เส้นเลือดฝอยขยาย (Telangiectasia)
สเตียรอยด์ มีฤทธิ์ทำให้เส้นเลือดฝอยใต้ผิวหนังขยายตัว เกิดเป็นปื้นแดง (ฝ้าเส้นเลือด) สเตียรอยด์ ยังไปทำลายเส้นใยคอลลาเจนและอิลาสตินรอบเส้นเลือดที่อยู่ใต้ผิวหนัง จนเกิดการหลวมตัว เส้นเลือดจึงแทรกผ่านชั้นผิวหนังขึ้นมาและมองเห็นชัดด้วยตาเปล่า เป็นที่มาของคำว่า หน้าใสจนมองเห็นเส้นเลือด
ภาพเส้นเลือดใต้ผิวหนังขยายกลายเป็นฝ้าเส้นเลือด
4. ขนยาวผิดปกติ (Hypertrichosis)
สเตียรอยด์ กระตุ้นการเจริญเติบโตของขนอ่อน (vellus hair) ยังไม่ทราบกลไกที่แน่ชัด ผลข้างเคียงนี้มักพบกับสเตียรอยด์ ชนิดรับประทาน

ขนยาว สิวสเตียรอยด์ หน้าแดงจากเส้นเลือดขยาย
5. ผิวซีด ด่างขาว (Hypopigmentation)
สเตียรอยด์ มีฤทธิ์ทำให้เซลล์สร้างเม็ดสีมีขนาดเล็กฝ่อลง การผลิตเม็ดสีลดลง เมื่อเม็ดสีมีปริมาณลดลง สีผิวจึงขาว คนที่เป็นฝ้ากระใช้หน้าก็เลยใส แต่หลังหยุดใช้สีผิวก็จะกลับไปคล้ำเหมือนเดิม
ภาพรอยด่างขาว (Hypopigmentation) จากการใช้สเตียรอยด์ บางจุดมีจ้ำเลือด (bruise)
ฝากไว้ท้ายสุด : ยาทุกชนิดมีคุณอนันต์แต่ก็มีโทษมหันต์ ต้องใช้ให้เป็น ในทางการแพทย์ สเตียรอยด์ เป็นยาที่มีประโยชน์ หากไม่มียานี้ ผู้ป่วยบางโรคก็อาจจะไม่มีชีวิตรอดเช่นกัน ยาจะดีไม่ดีอยู่ที่การใช้ให้เป็น
คำถามที่พบบ่อย อัพเดทเพิ่ม 29/9/2560
ใช้ครีมยี่ห้อหนึ่ง พอหยุดแล้วคันหน้า เปลี่ยนครีมไม่ได้เลย แบบนี้คือ แพ้สเตียรอยด์ ใช่ไหมคะ
ตอบ ไม่ใช่อาการแพ้ค่ะ แต่เป็นอาการของ "ผิวติดสเตียรอยด์" + “อาการถอนยา”
การแพ้ครีมใดๆเกิดจากภูมิคุ้มกันของร่างกายไปต่อต้านส่วนผสมบางอย่างในครีม แต่ตัวสเตียรอยด์เองมีฤทธิ์กดภูมิคุ้มกัน ดังนั้น ครีมที่แอบใส่สเตียรอยด์ ใช้ยังไงก็ไม่มีทางแพ้ค่ะ
คนใช้จึงรู้สึกว่า ครีมนี้ดีจัง นอกจากจะไม่แพ้แล้ว หน้ายังใสเหมือนกระจก เนียนนิ่มดั่งก้นเด็กแรกเกิด ฝ้ากระก็หาย สิวก็หาย และเมื่อใช้ผ่านไปสักระยะ ครีมหมด ไม่มีเงินซื้อมาใช้ต่อเนื่อง ,เดินทางไกลแล้วลืมเอาครีมไป ,หรือแอบปันใจไปลองครีมยี่ห้ออื่นไม่กี่วันหลังจากนั้นก็เกิดอาการ "หน้าแหก" สิวขึ้น ผื่นแดง คันทั้งหน้า แต่พอกลับไปใช้ครีมเดิม หายเป็นปลิดทิ้ง!
นี่คืออาการของ ผิวติดสเตียรอยด์ หยุดไม่ได้ หยุดเมื่อไหร่เกิดอาการถอนยาทันที ไม่ใช่อาการแพ้สเตียรอยด์
" อะไรคือแพ้สเตียรอยด์ ? ในเมื่อยาเสตียรอยด์เป็นยาแก้แพ้ครอบจักรวาล เราจะแพ้ยาแก้แพ้ไม่ด้ายยยยยยนะ มันย้อนแย้ง"
อ้างอิง
1.https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC4171912/
2.http://www.idoj.in/article.asp?issn=2229-5178;year=2014;volume=5;issue=4;spage=416;epage=425;aulast=Coondoo
3.https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/16384751
28 ส.ค. 2558