Last updated: 16 ส.ค. 2569 | 246239 จำนวนผู้เข้าชม |
Retin-A, Retinol และกรดวิตามินเอ ต่างกันอย่างไร? สรุปเรื่อง Retinoids ให้เข้าใจในบทความเดียว
Retin-A, Retinol, Retinoid, Retinal, Retinoic Acid, Tretinoin...
ชื่อคล้ายกันจนหลายคนสับสนว่า ตกลงแล้วทั้งหมดนี้คือวิตามินเอเหมือนกันหรือไม่?
บางคนใช้ Retinol เพื่อดูแลริ้วรอย ขณะที่บางคนใช้ Retin-A รักษาสิว บางผลิตภัณฑ์เขียนว่า Retinal และบางแห่งใช้คำกว้าง ๆ ว่า Retinoids
ความจริงคือสารเหล่านี้ อยู่ในครอบครัวเดียวกัน แต่ไม่ใช่สารตัวเดียวกันทั้งหมด และมีความแตกต่างทั้งด้านรูปแบบของสาร การออกฤทธิ์ ประสิทธิภาพ และโอกาสเกิดการระคายเคือง
ถ้าเข้าใจ “ครอบครัววิตามินเอ” ก่อน การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้จะง่ายขึ้นมากค่ะ
ตอนที่ 1 Retinoids คืออะไร?
เริ่มจากคำใหญ่ที่สุดก่อน
Retinoids เป็นคำเรียกรวมของกลุ่มสารที่เกี่ยวข้องกับวิตามินเอและสารอนุพันธ์ของวิตามินเอ ทั้งที่พบตามธรรมชาติและสารสังเคราะห์
ดังนั้น Retinoid ไม่ใช่ชื่อสารตัวใดตัวหนึ่ง แต่เป็นเหมือน “ชื่อครอบครัว”
สมาชิกในครอบครัวนี้มีหลายชนิด เช่น

ตอนที่ 2 Retinol → Retinal → Retinoic Acid เกี่ยวข้องกันอย่างไร?
จุดนี้คือหัวใจสำคัญที่จะทำให้เราเข้าใจความแตกต่างของสารกลุ่มวิตามินเอ
สำหรับ retinoids ที่ต้องผ่านกระบวนการเปลี่ยนรูปในผิว สามารถอธิบายแบบง่าย ๆ ได้ว่า
Retinyl Esters --> Retinol --> Retinal / Retinaldehyde --> Retinoic Acid
Retinoic Acid เป็นรูปที่สามารถจับกับ retinoic acid receptors และก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการแสดงออกของยีนในเซลล์ผิวได้โดยตรง ดังนั้นเมื่อเราใช้ Retinol ผิวต้องผ่านกระบวนการเปลี่ยน Retinol → Retinal → Retinoic Acid
ส่วน Retinal อยู่ใกล้ Retinoic Acid ขึ้นมาอีกหนึ่งขั้น
แต่ Tretinoin ก็คือ Retinoic Acid จึงไม่ต้องผ่านขั้นตอนการเปลี่ยนจาก Retinol หรือ Retinal ก่อน
นี่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ Tretinoin มีฤทธิ์ทางยาชัดเจนและมีข้อมูลทางคลินิกมายาวนาน แต่ขณะเดียวกันก็สามารถทำให้เกิดการระคายเคืองได้เช่นกัน
จำง่าย ๆ Retinol → เปลี่ยน 2 ขั้น → Retinoic Acid
Retinal → เปลี่ยน 1 ขั้น → Retinoic Acid
Tretinoin = Retinoic Acid
อย่างไรก็ตาม อย่าใช้จำนวน “ขั้น” นี้ไปคำนวณว่า Retinal แรงกว่า Retinol กี่เท่า หรือ Retinol 1% เท่ากับ Tretinoin กี่เปอร์เซ็นต์ เพราะประสิทธิภาพจริงยังขึ้นอยู่กับความเข้มข้น สูตรตำรับ ความคงตัว และการนำส่งสารเข้าสู่ผิวด้วย
[ภาพประกอบที่ 2 : Retinyl Ester → Retinol → Retinal → Retinoic Acid]

ตอนที่ 3 แล้ว Retin-A คืออะไร?
คำตอบง่ายมากค่ะ
Retin-A เป็นชื่อการค้าของยาที่มีตัวยา Tretinoin และ Tretinoin = All-trans Retinoic Acid
ดังนั้นถ้าจะพูดให้แม่นยำ
ตอนที่ 4 Retinol กับ Tretinoin ต่างกันตรงไหน?
นี่น่าจะเป็นคำถามสำคัญที่สุดของบทความนี้
Retinol พบได้มากในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลผิว เมื่อทาลงบนผิว Retinol ต้องผ่านกระบวนการเปลี่ยนเป็น Retinal และต่อไปเป็น Retinoic Acid โดยทั่วไปจึงถูกนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์ที่เน้นเรื่อง
ดังนั้นอย่าถามเพียงว่า “ตัวไหนแรงกว่ากัน?” ควรถามว่า “เราต้องการใช้เพื่ออะไร และผิวของเรารับสารตัวไหนได้?”
ตอนที่ 5 กรดวิตามินเอช่วยรักษาสิวได้อย่างไร?
Tretinoin เริ่มมีบทบาทในวงการผิวหนังจากการรักษาสิว และจนถึงปัจจุบัน Topical Retinoids ยังคงเป็นหนึ่งในยาหลักสำหรับการรักษาสิว
แนวทางรักษาสิวของสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งอเมริกา ( American Academy of Dermatology :AAD) แนะนำ topical retinoids เช่น adapalene, tretinoin, tazarotene และ trifarotene โดยมีบทบาทสำคัญในการช่วยลดการอุดตันของรูขุมขนและลดการอักเสบ
สิวอุดตันไม่ได้เริ่มขึ้นในวันที่เราเห็นสิวหัวขาวหรือสิวหัวดำ
ก่อนหน้านั้นมีการอุดตันขนาดเล็กที่เรียกว่า Microcomedone เกิดขึ้นภายในรูขุมขนก่อนแล้ว
Retinoids ช่วยปรับกระบวนการผลัดและการเกาะตัวของเซลล์บริเวณรูขุมขน จึงช่วยลดการเกิด comedones ใหม่
นี่จึงเป็นเหตุผลว่า การใช้ topical retinoid เพื่อรักษาสิว ไม่ใช่การแต้มเฉพาะเม็ดสิวเหมือนยาแต้มสิวบางชนิด
แต่เป็นการดูแลบริเวณที่มีแนวโน้มเกิดสิว เพื่อช่วยลดการอุดตันใหม่ด้วย
[ภาพประกอบที่ 3 : รูขุมขนปกติ → Microcomedone → สิวอุดตัน และตำแหน่งที่ Retinoid ช่วย]

ตอนที่ 6 แล้วเรื่องริ้วรอยล่ะ? Tretinoin ช่วยได้จริงหรือ?
มีหลักฐานว่าช่วยได้ค่ะ
Tretinoin เป็นหนึ่งใน topical retinoids ที่มีข้อมูลด้าน Photoaging หรือความเสื่อมของผิวจากแสงแดดสะสม มากที่สุดตัวหนึ่ง
Photoaging เกี่ยวข้องกับทั้งริ้วรอย สีผิวไม่สม่ำเสมอ ความหยาบ และการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้าง collagen ในหนังแท้
การศึกษาพบว่า Tretinoin สามารถช่วยปรับกระบวนการของ epidermal cells และมีผลต่อการสร้างและการจัดระเบียบ collagen ในผิว
Systematic review ของ randomized controlled trials พบการปรับดีขึ้นของริ้วรอยและความผิดปกติของสีผิวจาก photodamage และการศึกษาเนื้อเยื่อระยะยาวพบการเปลี่ยนแปลงของ dermal collagen เมื่อใช้ต่อเนื่อง
แต่ต้องเข้าใจว่า
Tretinoin ไม่ใช่ครีมลบริ้วรอยข้ามคืน
การเปลี่ยนแปลงของผิวต้องใช้เวลาเป็นเดือน และต้องใช้ต่อเนื่องอย่างเหมาะสม
ที่สำคัญ หากเป้าหมายคือการดูแล Photoaging การใช้ retinoid โดยไม่ป้องกันแสงแดดก็ไม่สมเหตุสมผล เพราะ UV เป็นหนึ่งในตัวการสำคัญที่ทำให้ collagen เสื่อมและเกิด Photoaging ตั้งแต่ต้น
ตอนที่ 7 ใช้แล้วหน้าแดง แห้ง ลอก แปลว่ายากำลังทำงานดีใช่ไหม?
ไม่ใช่ค่ะ นี่เป็นความเชื่อที่อยากแก้มากที่สุดเรื่องหนึ่ง Tretinoin และ retinoids สามารถทำให้เกิดอาการระคายเคืองช่วงเริ่มต้น เช่น
แต่ “ยิ่งลอก ≠ ยิ่งได้ผล” และ “ไม่ลอก ≠ ยาไม่ทำงาน”
เป้าหมายของการใช้ retinoid ไม่ใช่ทำให้ Stratum Corneum หลุดออกจนหน้าแสบ
ถ้าใช้มากหรือบ่อยเกินกว่าที่ผิวรับได้จนเกิดการระคายเคืองรุนแรง เราอาจต้องหยุดใช้ ทำให้สุดท้ายใช้ผลิตภัณฑ์ไม่ต่อเนื่อง
ดังนั้นการเริ่มอย่างค่อยเป็นค่อยไปจึงมีประโยชน์มากกว่า
[ภาพประกอบที่ 4 : Myth vs Fact — “ใช้ Retin-A ต้องหน้าลอกถึงจะได้ผล?”]

ตอนที่ 8 เริ่มใช้ Retinoid อย่างไรให้ผิวรับไหว?
หลักสำคัญคือ ไม่ต้องรีบ
ผู้ที่ไม่เคยใช้ retinoid มาก่อน อาจเริ่มใช้เพียง 2–3 คืนต่อสัปดาห์ แล้วสังเกตการตอบสนองของผิว ก่อนค่อย ๆ เพิ่มความถี่ตามความเหมาะสม
สำหรับ tretinoin ไม่จำเป็นต้องทาหนา เพราะการเพิ่มปริมาณไม่ได้หมายความว่าจะเห็นผลเร็วขึ้น แต่สามารถเพิ่มการระคายเคืองได้
ควรระวังบริเวณที่ระคายเคืองง่าย เช่น รอบดวงตา มุมปาก ข้างจมูก
และอย่ามองข้าม Moisturizer มอยส์เจอไรเซอร์ไม่ได้ทำให้ Tretinoin “เสียฤทธิ์” แต่สามารถเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้ผิวทนต่อการใช้ retinoid ได้ดีขึ้น
คนที่ผิวระคายเคืองง่ายอาจใช้วิธี Moisturizer → Retinoid → Moisturizer หรือที่มักเรียกว่า Sandwich Method
เป้าหมายไม่ใช่ใช้ให้แรงที่สุด แต่คือ ใช้ในระดับที่ผิวสามารถใช้ต่อเนื่องได้
[ภาพประกอบที่ 5 : หลักการ sandwich method สำหรับผิวระคายเคืองง่าย ”]
ตอนที่ 9 ใช้ Retinoid แล้วต้องเลิก AHA, BHA และ Benzoyl Peroxide ไหม?
ไม่จำเป็นต้องเหมารวมว่าใช้ร่วมกันไม่ได้ทั้งหมด
ปัญหาหลักของการใช้ Active หลายชนิดพร้อมกันคือ โอกาสระคายเคืองเพิ่มขึ้น
โดยเฉพาะคนที่เพิ่งเริ่ม retinoid หากใช้พร้อม AHA, BHA, Scrub หรือผลิตภัณฑ์ระคายเคืองหลายชนิด อาจทำให้ผิวรับไม่ไหว
ส่วนความเชื่อว่า “Tretinoin ห้ามใช้กับ Benzoyl Peroxide เพราะจะสลายตัวเสมอ” ก็ต้องอัปเดตเช่นกัน
Tretinoin บางสูตรมีปัญหาเรื่องความคงตัวเมื่อใช้ร่วมกับ benzoyl peroxide แต่ ไม่ได้หมายความว่า tretinoin ทุก formulation จะถูก benzoyl peroxide ทำลายเหมือนกัน มีสูตรสมัยใหม่บางชนิดที่แสดงความคงตัวเมื่อใช้ร่วมกันได้
ดังนั้นถ้าเป็นยารักษาสิว ควรดู ผลิตภัณฑ์และ formulation ที่ใช้จริง มากกว่าจำเป็นกฎตายตัวว่า “สองตัวนี้ห้ามเจอกัน”
ตอนที่ 10 Tretinoin ทำให้ผิวบางไหม?
คำตอบคือ ไม่ควรอธิบายว่า Tretinoin ทำให้ผิวบางแบบเดียวกับการใช้ steroid ผิดวิธี
ช่วงเริ่มใช้ tretinoin ผิวอาจแห้ง ลอก แสบ และดูบอบบางจากการระคายเคืองได้ จึงทำให้หลายคนเข้าใจว่า “ผิวบาง”
แต่เมื่อดูการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อในระยะยาว เรื่องนี้ต่างออกไป
งานศึกษาพบว่า การเปลี่ยนแปลงของ Stratum Corneum ในช่วงแรกเป็นเพียงชั่วคราวและสามารถกลับสู่ระดับเดิม ขณะที่เมื่อใช้ต่อเนื่องมีการเปลี่ยนแปลงของ dermal matrix และมีการสร้าง collagen ใหม่บางส่วน
ดังนั้นต้องแยกสองคำนี้ออกจากกัน
ผิวระคายเคือง/แห้งลอก ≠ ผิวฝ่อบาง (Skin Atrophy)
Tretinoin สามารถทำให้ระคายเคืองได้จริง
แต่ไม่ควรนำไปเทียบกับ Steroid-induced Skin Atrophy ซึ่งเป็นคนละกลไกกัน
[ภาพประกอบที่ 6 : Tretinoin vs Steroid — “ผิวลอก” ไม่เท่ากับ “ผิวฝ่อบาง”]
ตอนที่ 11 คนท้องใช้ Retinol หรือ Tretinoin ได้ไหม?
เรื่องนี้ควรตอบให้ชัดเจน
ตั้งครรภ์ → หลีกเลี่ยง Retinoids
สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งอเมริกา แนะนำให้หลีกเลี่ยง retinoids ระหว่างตั้งครรภ์ รวมถึง tretinoin และผลิตภัณฑ์ skincare ที่มี retinol แม้ว่าการดูดซึมจากยาทาจะต่ำกว่ายา retinoid ชนิดรับประทานมากก็ตาม
ดังนั้นถ้ากำลังตั้งครรภ์หรือวางแผนตั้งครรภ์ ควรหยุดและปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อเลือกสารอื่นที่เหมาะสมกว่า
ส่วน ให้นมบุตร ต้องแยกออกจากการตั้งครรภ์ ข้อมูล LactMed อัปเดตปี 2024 ระบุว่า topical tretinoin ดูดซึมเข้าสู่ร่างกายน้อยและถือว่ามีความเสี่ยงต่ำต่อทารกที่กินนมแม่ แต่ไม่ควรทาบริเวณหัวนมหรือลานนม และไม่ควรให้ผิวทารกสัมผัสบริเวณที่ทายาโดยตรง
สรุป : อย่าเลือก Retinoid จากคำว่า “แรงที่สุด”
ถ้าจะจำบทความนี้เพียงไม่กี่ประโยค ให้จำว่า
สารเหล่านี้ไม่ได้เหมือนกันทั้งหมด และไม่สามารถนำเปอร์เซ็นต์มาเปรียบเทียบความแรงกันตรง ๆ ได้
Tretinoin มีหลักฐานมายาวนานทั้งด้านการรักษาสิวและ Photoaging ขณะที่ Retinol และ Retinal มีบทบาทมากในผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและอาจเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการเริ่มด้วย tretinoin
สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การถามว่า “ตัวไหนแรงที่สุด?”
แต่ควรถามว่า “เราต้องการแก้ปัญหาอะไร และผิวของเราสามารถใช้ตัวไหนได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ระคายเคืองเกินไป?”
เพราะการดูแลผิวด้วย Retinoids เป็นเรื่องระยะยาว ไม่ต้องใช้แรงที่สุด ไม่ต้องทาจนหน้าลอก และไม่ต้องรีบ
เลือกให้เหมาะกับปัญหาผิว ใช้ให้ถูกวิธี ดูแล Skin Barrier และทาครีมกันแดดสม่ำเสมอ จะสำคัญกว่าการไล่ตามเปอร์เซ็นต์ที่สูงที่สุดค่ะ

27 ส.ค. 2558
31 ต.ค. 2558