เครื่องสำอางจากธรรมชาติ ครีมสมุนไพร 100% มีจริงหรือ

Last updated: Nov 22, 2017  |  18246 จำนวนผู้เข้าชม  |  นานาสาระ สำหรับผิวสวย

เครื่องสำอางจากธรรมชาติ  ครีมสมุนไพร 100%  มีจริงหรือ

ส่วนที่ 1 : เครื่องสำอางที่มาจากธรรมชาติ 100%  มีจริงหรือ ? เรียงเรียงโดยฟาร์มาบิวตี้แคร์

ในโลกนี้ไม่มีเครื่องสำอางที่ไหนสามารถผลิตจากธรรมชาติร้อยเปอร์เซ็นต์  ครีมทุกอย่างล้วนมีสารเคมีเป็นส่วนผสม  ไม่ว่าจะอยู่ในรูปครีม เซรั่ม เจล โลชั่น โทนเนอร์ ก็ต้องมี " สารช่วย" พื่อตั้งตำรับ สารช่วยเหล่านั้นเป็นสารเคมี หลายคนอ่านแล้วอาจจะงง ว่าสารช่วยมันคืออะไร สารช่วยคือสารที่เติมลงไปเพื่อให้ได้เนื้อผลิตภัณฑ์ตามที่ต้องการ ทั้งกลิ่น สี ความหนืด ความคงตัว ความเป็นกรด-ด่าง ความคงทนต่อการเจริญของเชื้อโรค ฯลฯ

ครีมสมุนไพร
แพกเกจหน้าตาสวยๆ เคลมว่าสมุนไพร100% อย่าไปหลงเชื่อ

อยากให้ผู้อ่านลองไปหยิบกล่องที่บรรจุครีมมาสัก  1 อย่าง  ดูรายละเอียดในหัวข้อ ส่วนผสม หรือ ingredients  จะเห็นส่วนผสมอันยาวเหยียด อ่านออกบ้างไม่ออกบ้าง เพราะบางอันเป็นชื่อโครงสร้างทางเคมี  ส่วนท้ายๆจะมีชื่อสารสกัดจากธรรมชาติเป็นส่วนผสมห้อยอยู่ประมาณ 2-3 ตัว บางยี่ห้ออาจจะมากกว่านั้นเป็น 5-6 ตัว

การเรียงลำดับส่วนผสมดังกล่าว เป็นการเรียงตามความเข้มข้นหรือปริมาณที่อยู่ในครีม เมื่อชื่อสารสกัดธรรมชาติห้อยอยู่ท้ายๆ ก็หมายความว่า ปริมาณสารสกัดธรรมชาติที่เขาใส่ๆกันลงไป ถือได้ว่ามีสัดส่วนเพียงเล็กน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับส่วนผสมอื่นๆที่เป็นสารเคมีในนั้น



ครีมสมุนไพร
สีเขียวๆที่วงนั่นคือสารสกัดจากพืช นอกนั้นเกือบทั้งหมดเป็นสารเคมี! ครีมที่พวกเราใช้อยู่
จะกระปุกละหมื่นหรือหลักร้อยก็ไม่ต่างจากนี้ มันมีสารเคมีเป็นส่วนผสมเสมอ


อย่าเพิ่งตกใจกลัวนะคะ ที่เพิ่งจะรู้ว่าครีมๆทั้งหลายที่คุณใช้อยู่ มีส่วนผสมของสารเคมีทั้งนั้น ถึงแม้จะเป็นสารเคมีแต่ก็เป็นสารเคมีที่ อย. อนุญาตให้ใช้ในเครื่องสำอางได้ 



ต้องการบำรุงผิวแบบธรรมชาติ100% ทำได้ไหมคะ?
ทำได้ค่ะ ด้วยการคั้นสดจากพืช ที่ไม่โดนยาฆ่าแมลงใดๆทั้งสิ้น คั้นเสร็จ เอามาใช้สดๆ ที่เหลือเก็บเข้าตู้เย็น พรุ่งนี้ใช้ต่อ แต่อย่าเก็บไว้ใช้หลายวันนะคะ เพราะสารสกัดเหล่านี้เป็นแหล่งชุมนุมของเชื้อโรคทั้งราและแบคทีเรียได้เป็นอย่างดี



อยากใช้สมุนไพร100% ให้คั้นสด ชัวร์ที่สุด
 

อันต่อมาที่ควรรู้คือ การแพ้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าส่วนผสมที่ใช้ในเครื่องสำอางมาจากธรรมชาติหรือ จากการสังเคราะห์ การแพ้เป็นปฏิกิริยาตอบสนองทางภูมิคุ้มกันส่วนบุคคล  เราจะไม่มีทางทราบได้ว่าเราจะแพ้อะไร ไม่แพ้อะไร จนกว่าเราจะได้ลองใช้ ในการใช้ครั้งแรกจะไม่แสดงอาการแพ้ เพราะภูมิคุ้มกันอาจยังไม่ถูกกระตุ้น เมื่อมีการใช้ซ้ำจึงจะแสดงอาการให้เห็น  ซึ่งอาจจะเป็นครั้งที่ 2,3  และห่างจากการใช้ครั้งแรกเป็นวัน เดือน ปี  ก็ได้ค่ะ ไม่มีอะไรบอกได้ตายตัว บางคนใช้วันที่ 1-5 ไม่เป็นไร พอวันที่ 6 เริ่ม แพ้ บางคนใช้วันนี้ไม่เป็นไร พรุ่งนี้จึงเริ่มแพ้  ระยะเวลาการเริ่มแสดงอาการแพ้ที่ต่างกันนี้เป็นเพราะระยะเวลาที่ภูมิคุ้ม กันถูกกระตุ้นในแต่ละคนกินเวลาต่างกัน

แพ้ครีมสมุนไพร
ครีมสมุนไพรก็ทำให้แพ้ได้

อาการแพ้ ที่สังเกตเห็นได้ชัดที่สุดคือ ผื่นแดง คัน บางคนอาจพัฒนาเป็นสิวและลุกลาม ควรแยกการแพ้และการระคายเคืองให้ออก แม้จะเป็นอะไรที่แยกยาก เพราะอาการใกล้เคียงกันมาก แต่ก็อยากให้พยายามแยกให้ได้ โดยหาเหตุผล เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างเวลาที่ใช้กับอาการที่เกิดขึ้น จะได้ป้องกันตัวเองได้ถูกและไม่เป็นการปิดโอกาสตัวเองที่จะได้ใช้สกินแคร์ ตัวอื่น  เคยเจอหลายคน บอกว่าตัวเองแพ้วิตามินซี อะไรที่ผสมวิตามินซี ใช้ไม่ได้เลย ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว แพ้ส่วนผสมอื่นบางอย่างที่อยู่ในสูตร
 

ส่วนที่ 2 :  เรื่องเล่าจากโฆษณา เรียบเรียงโดย อ.ภญ. หรรษา มหามงคล  อ.ประจำคณะเภสัช ม.หัวเฉียว  ใน www.pleasehealth.com

ผู้เขียนได้แรงบันดาลใจในการเขียนเรื่องนี้มาจากการดูโฆษณาเครื่องสำอาง ในทีวี ดูแล้วขัดใจม๊ากมาก เพราะเค้าเล่นบีบน้ำคั้นสดๆจากผลไม้ลงในครีมบำรุงผิว และสรุปให้ผู้บริโภคฟังว่าเครื่องสำอางเค้ามาจากธรรมชาติ.... ถ้าใน ขั้นตอนการผลิตของเครื่องสำอางยี่ห้อนั้น มีการบีบน้ำคั้นผลไม้สดๆลงในผลิตภัณฑ์จริงๆ ผลที่ได้คือ เครื่องสำอางจะไม่คงสภาพ อาจเกิดการแยกชั้นของครีม เนื่องจากส่วนประกอบของน้ำผลไม้ และค่าความเป็นกรดด่างที่อาจไม่เหมาะสม นอกจากนั้นแล้วที่น่ากลัวมากๆก็คือ จุลินทรีย์ ไม่ว่าจะเป็นแบคทีเรีย รา หรือยีสต์ ที่สามารถเจริญเติบโตในเครื่องสำอางได้อย่างรวดเร็ว เพราะมีทั้งน้ำ และน้ำตาล จากธรรมชาติ ที่เชื้อใช้เป็นอาหารในการเจริญเติบโต แถมการใช้มือสัมผัสโดยตรงในขั้นตอนการคั้นน้ำก็ยังเป็นที่มาของเชื้อได้อีก ด้วย ผลของการมีเชื้อในเครื่องสำอางมากเกินไป คือทำให้ผลิตภัณฑ์มีความคงสภาพที่ไม่ดี และยังอาจก่อให้เกิดโรคในผู้ใช้ได้อีกด้วยนะคะ

สารจากธรรมชาติที่นำมาใช้ในเครื่องสำอาง นั้นมีประโยชน์มากมาย แต่จะต้องถูกเติมลงในสูตร และถูกผลิตขึ้น ในลำดับขั้นตอนวิธีการที่เหมาะสม เพื่อให้ออกฤทธิ์ได้ตามที่ต้องการ มีคุณภาพ และมีความปลอดภัยต่อผู้ใช้

เครื่องสำอางจากธรรมชาติ แบ่งประเภทใหญ่ๆได้เป็น 2 ประเภท คือ เครื่องสำอางสำเร็จรูป และเครื่องสำอางที่ผลิตขึ้นแล้วใช้ทันที ซึ่งความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ทั้งสองแบบนี้คือ

1.เครื่องสำอางสำเร็จรูป ส่วนผสมที่ใช้ถึงจะเป็นส่วนผสมที่มาจากธรรมชาติ แต่ก็ต้องผ่านกระบวนการในการสกัดอย่างเหมาะสม ตรวจสอบแล้วว่ามีสารจากธรรมชาติที่ต้องการนำมาใช้เป็นสารออกฤทธิ์จริง ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ผู้ผลิตวัตถุดิบจะสามารถให้ข้อมูลแก่ผู้ผลิตได้ เช่น ไนท์ครีมที่มีส่วนผสมของขมิ้น ผงขมิ้นนั้นก็ต้องได้รับการลดขนาด เพื่อให้มีขนาดพอเหมาะ ทาแล้วไม่ระคายผิว มีการกำจัดสี เพื่อไม่ให้ทาแล้วหน้าเหลืองอ๋อยเป็นทวิตตี้ และที่สำคัญคือต้องผ่านการฆ่าเชื้อมาแล้ว เพราะว่าสารจากธรรมชาตินั้น จะมีโอกาสในการเจริญเติบโตของเชื้อสูงกว่าสารที่ได้จากการสังเคราะห์ และเนื่องจากเครื่องสำอางสำเร็จรูป ไม่ใช่เครื่องสำอางที่ใช้หมดภายในครั้งเดียว ดังนั้นจึงต้องมีส่วนผสมของสารกันบูด (preservative) ด้วย

2.เครื่องสำอางที่ผลิตขึ้นแล้วใช้ทันที ยก ตัวอย่าง ง่ายๆ คือเครื่องสำอางที่ผสมปุ๊บ ใช้ปั๊บ แบบผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในสปา เช่น การใช้โยเกิร์ต ผงขมิ้น น้ำคั้นจากผลไม้ หรือ เมล็ดงาบดละเอียด เป็นต้น เนื่องจากเครื่องสำอางประเภทนี้ เตรียมแล้ว ใช้ทันที และใช้หมดในระยะเวลาอันสั้น จึงไม่ต้องห่วงกังวลเรื่องความคงตัว และการเจริญเติบโตของเชื้อในผลิตภัณฑ์ จึงสามารถเติมสารที่ได้จากธรรมชาติลงไปได้โดยตรง  

อ่านแล้วจะพบว่า เครื่องสำอางทั้งสองประเภทข้างต้น มีส่วนผสมของสารจากธรรมชาติทั้งคู่ แต่ในลักษณะที่แตกต่างกัน ดังนั้นจะใช้น้ำคั้นจากผลไม้ บีบลงไปสดๆในกระปุกครีมแล้วเก็บไว้ใช้นานๆเหมือนในโฆษณาบางตัวนั้น เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอนค่ะ

 

ส่วนที่ 3 :  บทความของ ดอกเตอร์ เภสัชกรหญิงสิริมาศ คัชมาตย์  สังกัดกลุ่มควบคุมเครื่องสำอาง  องค์การอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข ใจความคือ การโฆณาว่าเครื่องสำอางสมุนไพรไม่มีสารเคมี ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดว่าเครื่องสำอางนั้นมีแต่สมุนไพรอย่างเดียว ซึ่งไม่เป็นความจริงและเป็นไปไม่ได้

ครีมสมุนไพร100% ไม่มีจริง







 

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง