Last updated: 24 ส.ค. 2569 | 160288 จำนวนผู้เข้าชม |
เครื่องสำอางมีเลข อย. แปลว่าปลอดภัยไหม? ไขข้อสงสัยเรื่องเลขจดแจ้งเครื่องสำอาง
เวลาเลือกซื้อครีม เซรั่ม กันแดด หรือเครื่องสำอาง หลายคนน่าจะเคยได้ยินคำแนะนำว่า
“ก่อนซื้อ อย่าลืมดูเลข อย.”
แต่คำถามคือ...
เครื่องสำอางที่มีเลข อย. หมายความว่า อย. ตรวจแล้วว่าปลอดภัยหรือไม่?
มีเลข อย. แล้วจะไม่มีสารอันตรายจริงไหม?
ใช้แล้วแพ้ แปลว่า อย. ปล่อยผลิตภัณฑ์ที่ไม่ปลอดภัยออกมาหรือเปล่า?
เรื่องนี้มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนอยู่มากค่ะ
ก่อนอื่นต้องเข้าใจคำสำคัญคำหนึ่งก่อนว่า สำหรับเครื่องสำอาง เราควรพูดถึง “เลขที่ใบรับจดแจ้งเครื่องสำอาง” หรือ “เลขจดแจ้ง” มากกว่าการเรียกรวม ๆ ว่า “เลข อย.”
และที่สำคัญ
การได้รับเลขจดแจ้ง ไม่ได้มีความหมายเท่ากับ อย. รับรองว่าผลิตภัณฑ์นั้นจะปลอดภัย 100% หรือรับรองว่าใช้แล้วจะไม่แพ้
มาทำความเข้าใจกันทีละข้อค่ะ
เลข อย. เครื่องสำอาง คืออะไร?
ก่อนผลิตหรือนำเข้าเครื่องสำอางเพื่อจำหน่ายในประเทศไทย ผู้ประกอบการต้องดำเนินการตามกฎหมายและ จดแจ้งเครื่องสำอาง ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
เมื่อดำเนินการจดแจ้งเรียบร้อย ผลิตภัณฑ์จะมี เลขที่ใบรับจดแจ้ง ซึ่งสามารถนำไปตรวจสอบข้อมูลในฐานข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาได้
ดังนั้นเวลาเราเรียกกันง่าย ๆ ว่า
“ครีมตัวนี้มีเลข อย.”
ในทางเครื่องสำอาง สิ่งที่กำลังพูดถึงก็คือ เลขที่ใบรับจดแจ้งเครื่องสำอาง นั่นเองค่ะ
คำถามที่ 1 เครื่องสำอางมีเลข อย. แสดงว่า อย. ตรวจเนื้อครีมแล้วว่าปลอดภัยใช่ไหม?
ไม่ควรเข้าใจแบบนั้นค่ะ
การจดแจ้งเครื่องสำอางเป็นกระบวนการกำกับดูแลก่อนออกสู่ตลาด (Pre-market Control) ผู้ประกอบการต้องแจ้งข้อมูลของผลิตภัณฑ์ตามที่กฎหมายกำหนด และข้อมูลต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของเครื่องสำอาง
แต่คำว่า “มีเลขจดแจ้ง” ไม่ได้หมายความว่า อย. นำผลิตภัณฑ์ทุกกระปุกหรือทุกสูตรที่วางขายไปตรวจวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการก่อนออกเลขให้
นี่เป็นจุดสำคัญมาก
ดังนั้นประโยคว่า “ผ่านการรับรองจาก อย. แล้ว จึงปลอดภัยแน่นอน” จึงไม่ใช่วิธีอธิบายระบบเครื่องสำอางที่ถูกต้องนัก
ควรใช้ว่า “ผลิตภัณฑ์ได้รับการจดแจ้งเครื่องสำอางแล้ว” จะตรงกว่า

คำถามที่ 2 มีเลข อย. แล้ว แปลว่าไม่มีสารต้องห้ามแน่นอนหรือไม่?
ไม่สามารถสรุปแบบนั้นได้ 100% ค่ะ
เพราะต้องแยกระหว่าง ข้อมูลที่ผู้ประกอบการใช้ในการจดแจ้ง กับ สิ่งที่อยู่ในผลิตภัณฑ์ที่ผลิตและจำหน่ายจริง
หากผู้ประกอบการผลิตสินค้าตรงตามข้อมูลและสูตรที่ถูกต้อง และปฏิบัติตามกฎหมาย ผลิตภัณฑ์ก็ควรเป็นไปตามข้อกำหนด
แต่ในโลกความเป็นจริงยังมีกรณีที่ผลิตภัณฑ์บางชนิดตรวจพบสารที่ไม่ควรมีหรือสารต้องห้ามภายหลังออกสู่ตลาดได้
ดังนั้น การเห็นเลขจดแจ้งบนฉลากเป็นสิ่งที่ควรตรวจ แต่ไม่ควรใช้เลขจดแจ้งเป็นหลักฐานเพียงอย่างเดียวในการตัดสินว่าผลิตภัณฑ์ปลอดภัยแน่นอน
คำถามที่ 3 เครื่องสำอางมี อย. แล้ว ใช้แล้วจะไม่แพ้ จริงไหม?
ไม่จริงค่ะ
การแพ้เครื่องสำอางกับการจดแจ้งเครื่องสำอางเป็นคนละเรื่องกัน
สารบางชนิดสามารถใช้ในเครื่องสำอางได้อย่างถูกกฎหมาย แต่คนบางคนก็สามารถแพ้สารนั้นได้
ตัวอย่างเช่น น้ำหอม สารกันเสียบางชนิด สี สารสกัดจากพืช essential oils หรือส่วนประกอบอื่น ๆ
ผลิตภัณฑ์จึงอาจถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ แต่ผู้ใช้บางคนยังสามารถเกิด allergic contact dermatitis หรือการแพ้สัมผัสได้
เพราะการแพ้เกี่ยวข้องกับการตอบสนองของภูมิคุ้มกันของแต่ละบุคคล
ดังนั้น มีเลขจดแจ้ง ≠ ใช้แล้วไม่มีวันแพ้
และ ใช้แล้วแพ้ ≠ ผลิตภัณฑ์ผิดกฎหมายเสมอไป
เป็นคนละประเด็นกันค่ะ

คำถามที่ 4 แล้วเป็นไปได้ไหมว่า สูตรที่จดแจ้งกับสิ่งที่ใส่จริงไม่เหมือนกัน?
เป็นไปได้ในกรณีที่ผู้ประกอบการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย
เช่น แจ้งข้อมูลไว้อย่างหนึ่ง แต่ผลิตจริงอีกอย่างหนึ่ง หรือมีการเติมสารที่ไม่ได้รับอนุญาตลงในผลิตภัณฑ์ภายหลัง
นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมเราจึงไม่ควรใช้เพียงประโยคว่า “มี อย. แล้ว ไม่ต้องกลัว”
ในการประเมินเครื่องสำอาง การเลือกผลิตภัณฑ์ควรดูหลายอย่างประกอบกัน ทั้งฉลาก แหล่งผลิต ผู้รับผิดชอบผลิตภัณฑ์ ช่องทางจำหน่าย และความน่าเชื่อถือของผู้ประกอบการ
คำถามที่ 5 ก่อนซื้อเครื่องสำอาง ควรดูอะไรนอกจากเลข อย.?
นี่คือประเด็นที่อยากให้จำมากที่สุดค่ะ
อย่าดูแค่ว่า “มีเลขหรือไม่มีเลข” แต่ควรดูภาพรวมของผลิตภัณฑ์ด้วย
1. ตรวจเลขจดแจ้ง
นำเลขไปค้นในฐานข้อมูลของ อย. และตรวจว่าข้อมูลตรงกับสินค้าหรือไม่
2. อ่านฉลาก
ดูชื่อผลิตภัณฑ์ รายละเอียดผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า ส่วนประกอบ วิธีใช้ คำเตือน และข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้อง
3. ดูแหล่งจำหน่าย
ควรซื้อจากร้านหรือช่องทางที่สามารถระบุตัวผู้รับผิดชอบได้
4. ระวังคำโฆษณาเกินจริง
เช่น ทาแล้วฝ้าหายถาวร สิวหายในไม่กี่วัน ขาวทันที หรืออ้างสรรพคุณในลักษณะรักษาโรค
5. สังเกตผลิตภัณฑ์
หากสี กลิ่น เนื้อ หรือสภาพผลิตภัณฑ์เปลี่ยนผิดปกติ ไม่ควรฝืนใช้ต่อเพียงเพราะยังไม่หมดอายุ

คำถามที่ 6 ซื้อครีมจากโรงงานที่มีเลขจดแจ้ง แล้วเปลี่ยนเป็นแบรนด์ของเรา ใช้เลขเดิมได้ไหม?
เรื่องนี้ต้องดำเนินการให้ตรงกับข้อมูลการจดแจ้งและบทบาทของผู้ประกอบการตามกฎหมายค่ะ
ไม่ควรนำเลขจดแจ้งของผลิตภัณฑ์หนึ่งไปใช้กับอีกผลิตภัณฑ์หรืออีกแบรนด์ตามใจ เพราะเลขจดแจ้งเชื่อมโยงกับข้อมูลของผลิตภัณฑ์ที่ได้แจ้งไว้
ปัจจุบัน อย. มีระบบเกี่ยวกับการจดแจ้ง การเพิ่มผู้จ้างผลิต และการมอบสิทธิ์อ้างอิงเลขที่ใบรับจดแจ้งโดยเฉพาะ
ดังนั้นเจ้าของแบรนด์ที่จ้างโรงงานผลิตควรดำเนินการตามรูปแบบที่ อย. กำหนด ไม่ควรนำเลขของสินค้าอื่นมาใส่บนผลิตภัณฑ์ของตนเองโดยไม่ได้ดำเนินการอย่างถูกต้อง
คำถามที่ 7 เครื่องสำอางทำเองหรือครีมสมุนไพรต้องจดแจ้งไหม?
คำว่า
“ทำเอง” “โฮมเมด” “สมุนไพร” “ธรรมชาติ” หรือ “ออร์แกนิก”
ไม่ได้ทำให้ผลิตภัณฑ์หลุดออกจากข้อกำหนดของกฎหมายเครื่องสำอางโดยอัตโนมัติ
หากผลิตภัณฑ์เข้าข่ายเป็นเครื่องสำอางและผลิตหรือนำเข้าเพื่อจำหน่าย ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ดังนั้นอย่าเข้าใจว่า “เป็นของธรรมชาติ เลยไม่ต้องมี อย.”
หรือ “ทำจำนวนน้อย เลยขายได้เลย” เพียงเพราะผลิตในระดับครัวเรือนค่ะ

คำถามที่ 8 เครื่องสำอางต้องผลิตจากโรงงาน GMP เท่านั้นหรือไม่?
ข้อนี้ควรแยกคำว่า “สถานที่ผลิตที่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์” ออกจาก “การได้รับหนังสือรับรอง ASEAN Cosmetic GMP”
ปัจจุบันสถานที่ผลิตเครื่องสำอางอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับการผลิตเครื่องสำอาง ขณะเดียวกัน อย. ก็มีระบบการรับรองมาตรฐานการผลิตตามแนวทาง ASEAN Cosmetic GMP
ดังนั้นการเห็นคำว่า “โรงงาน GMP”
ถือเป็นข้อมูลหนึ่งที่มีประโยชน์ในการพิจารณามาตรฐานการผลิต แต่ไม่ควรนำมาใช้แทนการตรวจสอบสถานะของตัวผลิตภัณฑ์และเลขจดแจ้ง
พูดง่าย ๆ คือ โรงงานได้มาตรฐาน กับ ผลิตภัณฑ์จดแจ้งถูกต้อง เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกัน แต่ไม่ใช่เรื่องเดียวกันค่ะ
คำถามที่ 9 การจดแจ้ง อย. ทำให้คนอื่นรู้สูตรทั้งหมดหรือไม่?
โดยทั่วไปสิ่งที่ผู้บริโภคเห็นบนฉลากคือ รายชื่อส่วนประกอบ ตามข้อกำหนดของเครื่องสำอาง ไม่ใช่สูตรการผลิตแบบละเอียดว่าต้องใส่สารแต่ละตัวกี่เปอร์เซ็นต์และผลิตอย่างไรทุกขั้นตอน
ดังนั้นการเห็น ingredient list ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถลอกสูตรผลิตภัณฑ์ได้ทันที
เพราะแม้รู้ว่ามีส่วนประกอบอะไรบ้าง แต่ยังมีรายละเอียดอีกมาก เช่น
สิ่งเหล่านี้ล้วนมีผลต่อผลิตภัณฑ์สุดท้ายค่ะ ดังนั้นจะเลียนแบบสูตรกันโดยอาศัยข้อมูลจาก ingredient lis เป็นไปได้ยากมากๆค่ะ

คำถามที่ 10 ถ้ามีเลข อย. แต่ค้นแล้วชื่อสินค้าไม่ตรง ต้องระวังหรือไม่?
ควรระวังมากค่ะ
ปัจจุบันผู้บริโภคสามารถนำเลขจดแจ้งไปค้นในฐานข้อมูลของ อย. ได้
เวลาตรวจสอบ ไม่ควรดูเพียงว่า “ค้นเจอเลขนี้หรือไม่”
แต่ควรดูต่อด้วยว่า ชื่อการค้า ชื่อผลิตภัณฑ์ และข้อมูลผู้ประกอบการ สอดคล้องกับสินค้าที่กำลังจะซื้อหรือไม่
เพราะการนำเลขจดแจ้งของผลิตภัณฑ์อื่นมาแสดง ไม่ได้ทำให้ผลิตภัณฑ์นั้นกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่จดแจ้งอย่างถูกต้อง
จำง่าย ๆ ว่า เช็คเลขอย่างเดียวไม่พอ ต้องเช็คว่า “ข้อมูลตรงกันหรือไม่” ด้วย
คำถามที่ 11 มีเลขจดแจ้งแล้ว จะโฆษณาอะไรก็ได้หรือไม่?
ไม่ได้ค่ะ
การจดแจ้งผลิตภัณฑ์และการโฆษณาเป็นคนละเรื่องกัน
การมีเลขที่ใบรับจดแจ้งไม่ได้หมายความว่าข้อความโฆษณาทุกข้อความของผลิตภัณฑ์นั้นได้รับการรับรองโดยอัตโนมัติ
เครื่องสำอางยังต้องอยู่ภายใต้ข้อกำหนดเกี่ยวกับการโฆษณา และข้อความที่ใช้ต้องไม่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดเกี่ยวกับสาระสำคัญของผลิตภัณฑ์
ดังนั้นคำพูดในลักษณะ “อย. รับรองแล้วว่าครีมนี้รักษาฝ้าได้” หรือ “มีเลข อย. แสดงว่าสรรพคุณผ่านการรับรองแล้ว”
จึงเป็นการตีความเลขจดแจ้งที่คลาดเคลื่อน
คำถามที่ 12 รับเครื่องสำอางที่ไม่มีเลขจดแจ้งมาขายต่อ มีความผิดไหม?
มีความผิดได้ค่ะ แม้เราจะไม่ได้เป็นคนผลิตเครื่องสำอางนั้นเอง
เรื่องนี้เป็นอีกจุดที่พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ ตัวแทนจำหน่าย หรือร้านค้าที่รับเครื่องสำอางจากผู้อื่นมาขายต่อควรรู้
เพราะบางคนอาจเข้าใจว่า
“เราไม่ได้ผลิตเอง เจ้าของแบรนด์ต่างหากที่ต้องรับผิดชอบเรื่องเลขจดแจ้ง”
แต่ในความเป็นจริง กฎหมายไม่ได้กำหนดหน้าที่ไว้เฉพาะผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าเท่านั้น
ตาม พระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ. 2558 มาตรา 32(1) กำหนดห้ามมิให้ผู้ใดขาย เครื่องสำอางที่มิได้จดแจ้งตามมาตรา 14 วรรคหนึ่ง
ดังนั้น หากเครื่องสำอางนั้นไม่ได้จดแจ้งอย่างถูกต้อง แล้วเรารับสินค้ามาขายต่อ เราก็อยู่ในฐานะ “ผู้ขาย” และอาจมีความผิดตามกฎหมายได้
คำถามที่ 13 ขายเครื่องสำอางที่ไม่ได้จดแจ้ง มีโทษอย่างไร?
สำหรับฐานความผิด “ขายเครื่องสำอางที่มิได้จดแจ้ง”
มีโทษ ปรับไม่เกิน 20,000 บาท
ดังนั้นคำว่า “แม้ไม่ได้ผลิตเอง แต่รับมาจำหน่าย ก็มีความผิดได้ หากเครื่องสำอางนั้นไม่ได้ผ่านการจดแจ้ง"
สรุป — มีเลข อย. สำคัญ แต่ไม่ได้บอกทุกอย่าง
เลขที่ใบรับจดแจ้งเครื่องสำอางมีความสำคัญ เพราะเป็นส่วนหนึ่งของระบบกำกับดูแลเครื่องสำอาง และผู้บริโภคสามารถใช้เลขดังกล่าวตรวจสอบข้อมูลผลิตภัณฑ์กับฐานข้อมูลของ อย. ได้
แต่สิ่งที่ต้องเข้าใจให้ถูกต้องคือ
23 ส.ค. 2558