ตอนที่ 1 เลข อย. เครื่องสำอางคืออะไร? เลขจดแจ้งต่างจากการรับรอง อย. อย่างไร

Last updated: 24 ส.ค. 2569  |  96907 จำนวนผู้เข้าชม  | 

ตอนที่ 1 เลข อย. เครื่องสำอางคืออะไร? เลขจดแจ้งต่างจากการรับรอง อย. อย่างไร

เลขจดแจ้งและเครื่องสำอางตอนที่ 1 :  กฏหมายกับเครื่องสำอาง เริ่มจากในอดีตไล่มาจนถึงปัจจุบัน  (ท่านกำลังอยู่หน้านี้)
เลขจดแจ้งและเครื่องสำอางตอนที่ 2 :  คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับเลขจดแจ้ง คลิก
เลขจดแจ้งและเครื่องสำอางตอนที่ 3 : วิธีเช็คเลขจดแจ้ง ของแท้หรือสวม คลิก

 

เลข อย. เครื่องสำอางคืออะไร? จากกฎหมายเครื่องสำอางในอดีต สู่ระบบจดแจ้งในปัจจุบัน

สิ่งที่เราเรียกติดปากว่า เลข อย. เครื่องสำอาง แท้จริงแล้วควรเรียกว่า “เลขที่ใบรับจดแจ้งเครื่องสำอาง” ซึ่งมีความหมายแตกต่างจากการอนุมัติยา หรือการรับรองว่าผลิตภัณฑ์นั้นจะเหมาะกับทุกคน

กว่าจะมาเป็นระบบจดแจ้งอย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน กฎหมายเครื่องสำอางของประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงมาแล้วหลายครั้ง

บทความนี้จะพาย้อนกลับไปดูตั้งแต่ระบบเครื่องสำอางในอดีต จนถึงกฎหมายและระบบจดแจ้งที่ใช้ในปัจจุบันค่ะ

1.ยุคเริ่มต้น: พ.ร.บ. เครื่องสำอาง พ.ศ. 2517
การควบคุม: เริ่มต้นจัดระเบียบตลาดเครื่องสำอางอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก
แนวคิด: เน้นควบคุมความปลอดภัยของผู้บริโภค เนื่องจากเริ่มมีการใช้สารเคมีและการผลิตในเชิงอุตสาหกรรมมากขึ้น


 2. ยุคแบ่ง 3 ประเภท: พ.ร.บ. เครื่องสำอาง พ.ศ. 2535
ในยุคนี้ กฎหมายได้แบ่งเครื่องสำอางออกเป็น 3 ระดับความเสี่ยงอย่างชัดเจน

  • เครื่องสำอางควบคุมพิเศษ: (กลุ่มเสี่ยงสูงสุด เช่น ย้อมผม, ดัดผม, ยาสีฟันผสมฟลูออไรด์) ต้องขึ้นทะเบียนตำรับ และได้รับใบสำคัญการขึ้นทะเบียนก่อนจึงจะผลิตหรือนำเข้าได้   จึงเป็นที่มาของภาพจำในอดีตว่า “เครื่องสำอางบางชนิดมีเลขทะเบียน อย.”

  • เครื่องสำอางควบคุม: (กลุ่มเสี่ยงปานกลาง เช่น ผ้าอนามัย, แป้งฝุ่น, น้ำยาบ้วนปาก, ผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดด) ต้องแจ้งรายละเอียด ก่อนผลิตหรือนำเข้าอย่างน้อย 15 วัน 

  • เครื่องสำอางทั่วไป: (กลุ่มเสี่ยงต่ำ เช่น สบู่, แชมพู, ครีมบำรุงผิวทั่วไปที่ไม่มีสารอันตรายควบคุม) ยุคนี้ ไม่ต้องขอขึ้นทะเบียนหรือจดแจ้งสูตร แต่ผู้ผลิตยังต้องมีสถานที่ผลิตที่ถูกสุขลักษณะและแสดงฉลากให้ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ใช่ว่าจะใส่อะไรลงไปก็ได้

3. ยุคเปลี่ยนผ่านสู่อาเซียน (พ.ศ. 2546 - 2551)
จุดเปลี่ยนสำคัญ: ประเทศไทยลงนามในความตกลงว่าด้วยแผนการปรับกฎระเบียบเครื่องสำอางให้สอดคล้องกันของอาเซียน (ASEAN Harmonized Cosmetic Regulatory Scheme)

ผลลัพธ์: มีการทยอยออกประกาศกระทรวงสาธารณสุขเพื่อ ยกเลิก เครื่องสำอางควบคุมพิเศษ และเปลี่ยนเครื่องสำอางทุกประเภท (รวมถึงเครื่องสำอางทั่วไป) ให้กลายมาเป็น "เครื่องสำอางควบคุม" ทั้งหมด เพื่อปรับระบบเข้าสู่ระบบ "จดแจ้ง" เดียวกัน

ในช่วง พ.ศ. 2551 ประเทศไทยเริ่มปรับระบบการกำกับดูแลเครื่องสำอางให้สอดคล้องกับแนวทางของ ASEAN Cosmetic Directive


4. ยุคจดแจ้ง 100%: พ.ร.บ. เครื่องสำอาง พ.ศ. 2558 (มีผลบังคับใช้ 9 ก.ย. 2558)

การควบคุม : ยกเลิกการแบ่ง 3 ประเภทอย่างเด็ดขาด กำหนดให้เครื่องสำอางทุกชนิดบนท้องตลาดมีสถานะเป็นเครื่องสำอางควบคุม

มาตรการบังคับ: ผู้ผลิตและผู้นำเข้า "ต้องจดแจ้งรายละเอียดผลิตภัณฑ์" (Notification) ต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ก่อนผลิตหรือนำเข้าเพื่อขาย 100% ไม่มีข้อยกเว้น

ผลกระทบ: เครื่องสำอางที่เคยจัดเป็น "เครื่องสำอางทั่วไป" (เช่น ครีมบำรุง, ลิปสติก, สบู่) ที่ในอดีตผลิตแล้วขายได้เลยโดยไม่ต้องบอกสูตร อย. นับตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน 2558 เป็นต้นมา หากไม่จดแจ้งและไม่มีเลขที่ใบรับแจ้ง (เลข อย.) ถือว่าผิดกฎหมายทันที


5. ยุคปัจจุบัน: พ.ร.บ. เครื่องสำอาง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2565

การควบคุม: ยกระดับความเข้มงวดและเพิ่มความรวดเร็วในการคัดกรองด้วยระบบดิจิทัล (e-Submission)

สาระสำคัญ: เพิ่มมาตรการตรวจสอบสถานที่ผลิต, การเรียกคืนสินค้าที่ไม่ปลอดภัย, และปรับปรุงข้อกำหนดเกี่ยวกับการโฆษณาและการลงโทษให้ทันสมัยกับยุคการค้าออนไลน์

 



เลขจดแจ้งมีประโยชน์อย่างไร?
ถึงแม้เลขจดแจ้งจะไม่ใช่ตรารับประกันว่า “ดีที่สุด” หรือ “ไม่แพ้แน่นอน” แต่เลขนี้มีความสำคัญมากในระบบกำกับดูแลเครื่องสำอาง
ผู้บริโภคสามารถนำเลขจดแจ้งไปตรวจสอบข้อมูลของผลิตภัณฑ์ในฐานข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาได้


ฉลากเครื่องสำอางก็สำคัญไม่แพ้เลขจดแจ้ง
วลาซื้อเครื่องสำอาง ไม่ควรดูเฉพาะเลขจดแจ้งค่ะ

ฉลากเป็นอีกส่วนสำคัญที่ช่วยให้ผู้บริโภคทราบว่าเรากำลังใช้ผลิตภัณฑ์อะไร และผู้ผลิตปฏิบัติตาม พ.ร.บ.เครื่องสำอางหรือไม่

ข้อมูลบนฉลากต้องเป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ได้แก่

  • ชื่อเครื่องสำอาง ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ
  • ประเภทหรือชนิดของเครื่องสำอาง
  • วิธีใช้
  • รายชื่อส่วนประกอบ
  • ข้อมูลผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า
  • ปริมาณสุทธิ
  • เลขที่แสดงครั้งที่ผลิต วันเดือนปีที่ผลิตหรือข้อมูลอายุ
  • คำเตือนเมื่อมีข้อกำหนด
  • เลขที่ใบรับจดแจ้ง

รายละเอียดบางรายการอาจแตกต่างกันตามประเภทผลิตภัณฑ์และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง

ดังนั้นก่อนซื้อเครื่องสำอาง โดยเฉพาะสินค้าที่จำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ ควรอ่านฉลากให้ครบ ไม่ใช่ดูเพียงคำโฆษณาด้านหน้ากล่อง


สรุป: เวลาเห็น “เลข อย. เครื่องสำอาง” ให้เข้าใจอย่างไร?
จำง่าย ๆ ค่ะ

เครื่องสำอาง = ระบบจดแจ้ง

เลขที่เราเรียกกันว่า “เลข อย. เครื่องสำอาง” โดยทั่วไปหมายถึง เลขที่ใบรับจดแจ้งเครื่องสำอาง

การมีเลขจดแจ้งมีความสำคัญ เพราะเป็นส่วนหนึ่งของระบบกำกับดูแลตามกฎหมาย แต่ไม่ได้หมายความว่า อย. รับรองประสิทธิภาพทุกคำโฆษณา หรือรับประกันว่าจะไม่มีใครเกิดอาการแพ้จากผลิตภัณฑ์นั้น

สำหรับผู้บริโภค วิธีเลือกซื้อเครื่องสำอางที่รอบคอบกว่าการดูเลขอย่างเดียว คือ

เช็กเลขจดแจ้ง + เช็กข้อมูลให้ตรงกับผลิตภัณฑ์ + อ่านฉลาก + ดูส่วนประกอบ + พิจารณาคำโฆษณาอย่างมีเหตุผล

เพียงเท่านี้ “เลข อย.” ก็จะกลายเป็นข้อมูลที่เราใช้ตรวจสอบเครื่องสำอางได้อย่างถูกต้อง มากกว่าการมองว่าเป็นเพียงตัวเลขบนกล่องค่ะ

บทความโดย ฟาร์มาบิวตี้แคร์ สกินแคร์โดยเภสัชกร

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้