สิวสเตอรอยด์ แพ้สเตอรอยด์ บทความโดยเภสัชกร

Last updated: Aug 15, 2017  |  82534 จำนวนผู้เข้าชม  |  นานาสาระ สำหรับผิวสวย

ปัญหา สิวสเตอรอยด์ พบบ่อยมากสำหรับวงการความงามในบ้านเราที่คลั่งไคล้ความขาว อยากหน้าขาว อยากหน้าใส แล้วโชคร้ายไปเจอครีมที่แอบผสมยาสเตอรอยด์ ใช้แรกๆก็ใสดี แต่ไปๆมาๆหน้ากลับแย่ลง ใช้อะไรก็แพ้


ยาสเตอรอยด์ จัดเป็นสารห้ามใช้ตาม พรบ.เครื่องสำอาง  จะดีดใส่ หยดใส่ แม้แต่นิดหน่อยก็ถือว่าผิดกฎหมาย อย่าหลงเชื่อคนขายที่บอกว่า ใส่นิดเดียว ไม่อันตราย อย.เขาให้ใส่ได้ เหล่านี้ไม่เป็นความจริงเลย

ก่อนเข้าเรื่องผลข้างเคียงของ ครีมหน้าใส ที่แอบผสม ยาสเตอรอยด์ เรามาดูประวัติความเป็นมาของการใช้ยาสเตอรอยด์ในวงการแพทย์กันก่อนนะคะ

สเตอรอยด์ชนิดทา (Topical steroids)
มีรายงานการนำสเตอรอยด์มาใช้ในการรักษาโรคผิวหนังตั้งแต่ปี ค.ศ.1952 ด้วยฤทธิ์เด่นของสเตอรอยด์ คิอ
1.การยับยั้งการอักเสบ
2. การกดภูมิคุ้มกัน (โรคผิวหนังบางชนิดมีสาเหตุมาจากภูมิคุุ้มกันทำงานผิดปกติ)
และต่อมามีการใช้แพร่หลายมากขึ้น มีรายงานพบผลข้างเคียงของการใช้สเตอรอยด์ชนิดทาผิวหนังครั้งแรกในปี ค.ศ.1995

การแบ่งความแรงของสเตอรอยด์ชนิดทา (Topical steroids potency)
มีหลายวิธีทีใช้ในการแบ่ง เช่น การทดสอบฤทธิ์ในการทำให้เส้นเลือดที่ผิวหนังหดตัว , การวัดประสิทธิภาพต้านการอักเสบหลังมีการฉีดสารก่ออักเสบใต้ผิวหนัง , การทดสอบประสิทธิภาพในการลดรอยแดงบนผิวหนังหลังถูกกระตุ้นด้วยรังสียูวี  และอีกหลายๆวิธี ซึ่งไม่ขอกล่าวในที่นี้

  ตัวอย่างยาสเตอรอยด์ที่มีจำหน่ายในร้านยา จำแนกตามระดับความแรง (ข้อมูลจาก https://www.dst.or.th)


การดูดซึมยาสเตอรอยด์ชนิดทา
ยาทาสเตึยรอยด์มีอัตราการดูดซึมประมาณร้อยละ 1 บนผิวคนสุขภาพดี (ผิวปกติ) แต่ในผู้ป่วยโรคผิวหนัง ผิวหนังมีความอ่อนแอ จะยอมให้ยาซึมได้มากกว่าผิวปกติถึง 9-10 เท่า นอกจากนี้ผิวแต่ละบริเวณก็ดูดซึมยาได้ไม่เท่ากัน ผิวส่วนที่หนา เช่น ฝ่ามือฝ่าเท้า ดูดซึมยาน้อยกว่าผิวส่วนอื่นๆที่นุ่มและบางกว่า  ผิวรอบดวงตาโดยเฉพาะเปลือกตาเป็นส่วนที่ดูดซึมยาได้ดีมาก ผู้ที่ใช้ยาครีมสเตอรอยด์ทาผิวบริเวณเปลือกตาจึงมักพบอาการข้างเคียงได้เร็วกว่าผิวส่วนอื่น

อาการข้างเคียงจากสเตอรอยด์ชนิดทาที่พบบ่อยคือ "สิวสเตอรอยด์" และ "ผิวติดสเตอรอยด์"


1. สิวสเตอรอยด์ (Steroid Acne)

สิวสเตอรอยด์จริงๆแล้วไม่ใช่สิว แค่ดูเหมือนสิว  ฝรั่งจะเรียกรอยโรคประเภทนี้ว่า "acneiform eruption" หมายถึง " ผื่นที่มีลักษณะคล้ายสิว "  แต่เราเรียกกันง่ายๆว่า สิวสเตอรอยด์   ซึ่งมีลักษณะเฉพาะตัว ไม่เหมือนสิวทั่วไป เกิดจากการใช้ครีมหรือยาที่ผสมสเตอรอยด์ ในความเข้มข้นสูงช่วงสั้นๆ หรือในความเข้มข้นต่ำแต่ใช้ติดกันเป็นเวลานาน  สิวสเตอรอยด์  มักจะเกิดขึ้นขณะที่ใช้สเตอรอยด์อยู่  อาจเกิดหลังใช้ไปเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน แล้วแต่บุคคล

จากการศึกษาทาง Histology ของสิวสเตอรอยด์พบว่าการเกิดโรคต่างจากสิวอุดตันทัวไป กล่าวคือ สิวอุดตันทั่วไปมักจะเริ่มจากการมีน้ำมันในรุขุมขนมากเกินไปจนไม่สามารถระบายออก เมื่ออุดตันอยู่นานเข้าจึงรวมตัวเข้ากับสิ่งสกปรกในรูขุมขน สะสมเกิดเป็นคอมีโดน และโตขึ้น โตขึ้น จนปูดออกมาเป็นเม็ดสิว เล็กบ้างใหญ่บ้าง อาจถูกรบกวนซ้ำจากเชื้อ P.acne กลายเป็นสิวอักเสบหัวโตๆกดเจ็บๆ  แต่สิวสเตอรอยด์นั้น จะมีจุดเริ่มต้นจากการอักเสบของเซลล์บุรูขุมขนและมีการหลั่งของเสียออกนอกเซลล์ ไปรวมตัวกับน้ำมัน เกิดเป็นผื่นสิวสเตอรอยด์

สิวสเตอรอยด์ มีลักษณะเฉพาะ คือ มีตุ่มน้ำ ตุ่มหนอง ดูคล้ายตุ่มพุพอง คล้ายๆกันทุกตุ่ม อาจขึ้นพร้อมกันทีเดียว หรือขึ้นทีละนิด แต่ไม่ว่าจะขึ้นช้าขึ้นเร็ว ทุกเม็ดจะมีลักษณะเดียวกัน ต่างจากสิวปกติ ที่จะมีหัวดำบ้าง หัวขาวบ้าง หัวหนองบ้าง ปะปนกันขึ้นกับระยะของสิว

สิวสเตอรอยด์ จากการใช้ยาครีมหรือเครื่องสำอางที่ผสมสเตอรอยด์ จะชึ้นเฉพาะบริเวณที่ทา ไม่ลามไปส่วนอื่น เช่น ทาครีมที่รอบปาก สิวสเตอรอยด์ก็จะเป็นรอบปากเท่านั้น  ส่วนสเตอรอยด์ชนิดรับประทาน มักพบสิวสเตอรอยด์ขึ้นที่หลัง หน้าอก ไม่ค่อยพบที่ใบหน้า
จะว่าไปแล้วการใช้ครีมที่แอบผสมสเตอรอยด์ไปสักระยะแล้วเกิดเป็นสิวสเตอรอยด์ก็ถือว่าเป็นโชคดีของผู้ใช้ เพราะเป็นใครก็คงต้องหยุด เท่ากับว่า รู้ตัวเร็ว หยุดเร็ว ต่างจากบางคนที่ไม่แสดงอาการอะไรเลย ใช้ยาวเป็นปี พอหยุดเท่านั้นแหละ ปัญหาผิวติดสเตอรอยด์ (steroid addict) ฟ้องออกมา  ซึ่งรุนแรงกว่า รักษายากกว่า

การรักษา : กรณีที่เป็นไม่มาก เมื่อหยุดใช้ อาการก็จะดีขึ้นเอง สำหรับคนที่เป็นมากก็ควรพบแพทย์เพื่อรักษาตามอาการ เช่น การทานหรือทายาฆ่าเชื้อ ทาครีมลดการแพ้ ลดการอุดตัน ตามที่แพทย์เห็นว่าเหมาะสม

  (คนไทย) สิวสเตอรอยด์ จากครีมพอกหน้าชื่อดัง  
  
          
                    




2. ผิวติดสเตอรอยด์ (Steroid addict) ผิวติดสเตอรอยด์  มี 2 แบบ

 

แบบที่ 1 แบบเลิกใช้ไม่ได้ หมายถึง ผิวก่อนใช้ปกติ ทาครีมไปนานเข้า พอลืมทา หรือเลิกใช้ ก็เกิดอาการ ผิวเสียสมดุล เดี๋ยวแห้งเดี๋ยวมัน แพ้ทุกอย่าง เปลี่ยนครีมไม่ได้ คันหน้า หน้าแดง แสบง่าย มีสิวผดขึ้น พอกลับไปทาครีมเดิม อาการเหล่านี้ดีขึ้นอย่างรวดเร็ว

แบบที่ 2 แบบดื้อยา หมายถึง ก่อนใช้เป็นผิวหนังอักเสบ เช่น เซบเดิร์ม , โรซาเซีย, Eczema พอใช้แล้วอาการดีขึ้น ใช้ไปเรื่อยๆ อาการกลับแย่ลง หรือไม่ตอบสนองต่อยาเดิม ต้องเพิ่มความแรงของยาจึงจะได้ผล

ผิวติดสเตอรอยด์จัดเป็นอาการข้างเคียงประเภทหนึ่งจากการใช้ยาหรือครีมที่ผสมสเตอรอยด์เท่านั้น หมายความว่าอย่างไร หมายความว่า คนที่ใช้ยาหรือครีมสเตอรอยด์อาจจะไม่เกิดผลข้างเคียงนี้ แต่อาจจะเกิดผลข้างเคียงอื่นๆ อย่างไรก็ตามการใช้สเตอรอยด์เป็นระยะเวลานาน มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดผลข้างเคียงครบทุกประเภทที่จะกล่าวในบทความนี้

 


กรณีที่ 1



กรณีที่ 2


กรณีที่3



จากกรณีศึกษาจะเห็นว่าการรักษาผิวติดสเตอรอยด์ไม่มีกฏตายตัว แม้แต่ Physio cream หรือ Cetaphil ที่เหมาะกับผิวแพ้ง่าย บางคนก็อาจจะใช้ไม่ได้ ต้องล้างหน้าด้วยน้ำเปล่าและงดการทาครีมทุกชนิด เรียกว่า พักผิว 100%  หากคันมากก็ทานยาแก้แพ้กลุ่มแอนตี้ฮีสตามีนเพื่อบรรเทาอาการคันเป็นครั้งๆ ไป ในบางรายอาจต้องใช้เวลาฟื้นฟูผิวนานร่วมปี  กรณีอาการรุนแรงแนะนำให้พบแพทย์ผิวหนัง

หลังจากมีกระแสครีมในอินเทอร์เนตผสมสารต้องห้าม หลายคนก็เกิดความกลัวว่าครีมที่ตนใช้อยู่นั้น ปลอดภัยหรือไม่  และบางคนก็เข้าใจผิดว่าอาการที่ตนเป็นอยู่นั้นต้องเป็นอาการติดสเตอรอยด์ แน่ๆ  ก่อนจะตัดสินใจว่าครีมที่ตัวเองใช้อยู่มีสเตอรอยด์หรือไม่  ให้สังเกตดังนี้ค่ะ

1. ใช้แล้ว หน้าเงาใสดั่งกระจก ใสจนมองเห็นเส้นเลือด
2. ใช้แล้ว สิวฝ้าหายราวกับเสก  จนคนรอบข้างทักว่าไม่น่าจะดีได้ขนาดนี้
3. ใช้แล้ว ผิว เรียบ / เนียน / นุ่ม ราวก้นเด็ก
4. ใช้แล้ว ขนบริเวณที่ทาครีม ยาวขึ้นผิดปกติ
5. ใช้แล้ว ผดผื่นคัน ผิวลอกแดง ดีขึ้นใน 1-3 วัน

ข้อ 1- 4 ต้องใช้ไปสักพักจึงจะทราบ ดีไม่ดีหน้าอาจจะติดสเตอรอยด์ไปแล้ว
ข้อ 5 ข้อนี้สังเกตง่ายและเร็วค่ะ กรณีไม่มีผดผื่นคันที่หน้า ก็ลองเอาครีมนั้นไปทาผื่นคันส่วนใดก็ได้ของร่างกาย ถ้าผื่นคันนั้นดีขึ้นใน 1-2 วัน ให้สงสัยไว้ก่อนเลยว่ามีสเตอรอยด์  ห้ามใช้ทาหน้า  หรือในบางคนที่มีปัญหาเป็นโรคเซบเดิร์มอยู่แล้วก็ลองเอาครีมนั้นทาเซบเดิร์มดู ถ้าทาแล้วเซบเดิร์มหายใน 3-5 วัน ให้สงสัยไว้ก่อนเลยว่ามีสเตอรอยด์   เพราะครีมบำรุงผิวธรรมดาทำไม่ได้ค่ะ

การดูแล ผิวติดสเตอรอยด์ และอยู่ระหว่างการเห่อ (flare up)
1. ใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดสูตรปราศจาก สบู่ น้ำหอม AHA/BHA และ กรดวิตามินเอ
2. เลือกผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่เน้นให้ผิวแข็งแรง เพิ่มความชุ่มชื้น งดการใช้ผลิตภัณฑ์เร่งหน้าขาว ลดริ้วรอยเร่งด่วน เร่งหน้าใส
3. งดการลอกหน้า ขัดหน้า นวดหน้า
4. งดการออกแดด ถ้าทำได้ เพราะผิวที่โดนแสงแดดจะฟื้นตัวเองช้าและมักกระตุ้นการเห่อ
5. พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมากๆ ทานอาหารที่มีประโยชน์
6. กรณีไม่แพ้เหงื่อตัวเองแนะนำให้ออกกำลังกายเพื่อให้เหงื่อและความร้อนในตัวช่วยทำความสะอาดรูขุมขน

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการรักษา ผิวติดสเตอรอยด์
คำถาม ครีมรีแพร์ผิวติดสเตอรอยด์ เจลดีทอกซ์ ล้างสารพิษออกจากผิว ทำได้จริงมั๊ย แล้วมันทำให้ผิวดีขึ้นจริงหรือเปล่า  ซ์้อมาใช้แล้วหน้าตึงกว่าเดิม หน้าแดงกว่าเดิม
ตอบ สเตอรอยด์ที่เราทาใปบนผิวสะสม ไม่มีอะไรไปดูดมันออกมาจากผิวได้ แล้วทำยังไงล่ะ ที่จะเอาสเตอรอยด์ทตกค้างออกได้ ตอบ ไม่ต้องทำอะไร เพราะจริงๆแล้วขณะที่เราใช้ครีม สเตอรอยด์มันได้ถูกชะออกไปตอนล้างหน้าประมาณ 99% เหลือแค่ 1 % ที่จะตกค้างบนผิวและบางส่วนอาจจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด เมื่อเราหยุดใช้  เจ้าสเตอรอยด์ที่เคยตกค้างบนผิว มันก็จะค่อยๆหมดไปเองจากการทำความสะอาดผิวประจำวัน + การผลัดเซลล์ผิวตามธรรมชาติ  ส่วนสเตอรอยด์บางส่วนที่ถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดก็จะค่อยๆหมดฤทธิ์ไปเองจากระบบเมตาบอลิซึมและการขับถ่ายยาของร่างกาย

ระวังถูกหลอกขายครีมขับสเตอรอยด์  ความเข้าใจที่ว่าอาการ " แดง แสบ คัน สิวเห่อทั้งหน้า ใช้อะไรก็แพ้ " เพราะสเตอรอยด์ยังติดค้างอยู่ใต้ผิว  เป็นความเข้าใจที่ผิด ความจริงก็คือ " อาการแดง แสบ คัน สิวเห่อทั้งหน้า ใช้อะไรก็แพ้ " นั้นเป็นผลจากการที่สเตอรอยด์ไปทำลายผิวชั้นล่าง คือ

1. ไปทำลายโครงสร้างที่เป็นเกราะป้องกันผิว  (skin barrier) ในชั้นหนังกำพร้า
2. ไปทำลายโครงสร้าง ECM ในชั้นหนังแท้ จนพัง 

มันค่อยๆทำลายไปทีละนิดในช่วงที่ใช้ครีม โดยคนใช้เองไม่รู้ตัว  เมื่อถึงจุดๆหนึ่งก็จะแสดงอาการออกมา 

ดังนั้น
1. เจลดีทอกซ์ ก็คือเจลที่ช่วยทำความสะอาดผิว เหมือนเจลล้างหน้าทั่วๆไป จึงไม่ได้มีฤทธิ์ขับสเตอรอยด์แต่อย่างใด
2. ครีมรีแพร์ ถ้ามีส่วนผสมที่ช่วยฟื้นฟู  skin barrier + ECM  ก็อาจจะ ช่วยบรรเทาและทำให้ผิวกลับมาแข็งแรงได้เร็วขึ้น

skin barrier คืออะไร ECM คืออะไร
ไม่เจตนาขายสินค้าแต่อย่างใด แต่ทางร้านได้เขียนรายละเอียดเรื่่อง skin barrier และ ECM ไว้ในหน้าสินค้านั้นพอดี ขอให้เข้าไปอ่าน ไม่ต้องซื้อ อ่านให้ได้ความรู้ค่ะ และร้านไม่ขอเคลมว่า Impression serum รักษาผิวติดสเตอรอยด์ได้ เพราะอย่างที่แจ้งไว้ในบทความนี้ ว่าผิวอาจแพ้ทุกสิ่งอย่าง แม้แต่ Physiogel cream  ก็ยังใช้ไม่ได้เลย ถึงเวลาแล้วที่ต้อง พักผิว


อาการข้างเคียงอื่นๆที่พบจากการใช้ยาหรือครีมที่ผสมสเตอรอยด์

1. อาการผิวหนังฝ่อ  (atrophy) เป็นผลข้างเคียงที่พบได้บ่อย เกิดจากสเตอรอยด์ไปทำลายเซลล์ fibroblast ในชั้นหนังแท้ ทำให้การผลิตคอลลาเจนและสารจำพวก mucopolysaccharides ลดลง ผิวหนังจึงฝ่อและเหี่ยว ด้วยกลไกนี้จึงมีการฉีดสเตอรอยด์กับแผลเป็นนูน (Keloid) เพื่อให้แผลยุบลง 



ภาพผิวหนังฝ่อ (Atrophy) ร่วมกับการเกิดจ้ำเลือดใต้ผิวหนัง (bruise) 


2.  ผิวแตกลาย  (Straie, rubrae distensae)  อ่าน ตัวอย่างกรณีศึกษาจาก pantip  

สเตอรอยด์ทำให้เกิดการอักเสบและการบวมของชั้นหนังแท้ เกิดเป็นแผลและมีการสร้างคอลลาเจนตามแนวแผล กลายเป็นรอยนูนมองเห็นจากด้านนอก  ผิวแตกลายจากสเตอรอยด์จะมีลักษณะเฉพาะคือมีสีแดง ในบางคนอาจรู้สึกเจ็บ เป็นแล้วถาวร ไม่หาย  ต่างจากรอยแตกจากความอ้วน การตั้งครรภ์ที่สีจะซีดขาว และจางลงได้เมื่อเวลาผ่านไป



ภาพรอยแตกลายจากการทาสเตอรอยด์


3. เส้นเลือดฝอยขยาย (Telangiectasia)
สเตอรอยด์มีฤทธิ์ทำให้เส้นเลือดฝอยใต้ผิวหนังขยายตัว เกิดเป็นปื้นแดง (ฝ้าเส้นเลือด) สเตอรอยด์ยังไปทำลายเส้นใยคอลลาเจนและอิลาสตินรอบเส้นเลือดที่อยู่ใต้ผิวหนัง จนเกิดการหลวมตัว เส้นเลือดจึงแทรกผ่านชั้นผิวหนังขึ้นมาและมองเห็นชัดด้วยตาเปล่า เป็นที่มาของคำว่า หน้าใสจนมองเห็นเส้นเลือด



ภาพเส้นเลือดใต้ผิวหนังขยายกลายเป็นฝ้าเส้นเลือด


4.  ขนยาวผิดปกติ (Hypertrichosis)
สเตอรอยด์ กระตุ้นการเจริญเติบโตของขนอ่อน (vellus hair) ยังไม่ทราบกลไกที่แน่ชัด ผลข้างเคียงนี้มักพบกับสเตอรอยด์ชนิดรับประทาน

5. ผิวซีด ด่างขาว (Hypopigmentation)
สเตอรอยด์มีฤทธิ์ทำให้เซลล์สร้างเม็ดสีมีขนาดเล็กฝ่อลง การผลิตเม็ดสีลดลง เมื่อเม็ดสีมีปริมาณลดลง สีผิวจึงขาว คนที่เป็นฝ้ากระใช้หน้าก็เลยใส แต่หลังหยุดใช้สีผิวก็จะกลับไปคล้ำเหมือนเดิม



ภาพรอยด่างขาว (Hypopigmentation) จากการใช้สเตอรอยด์ บางจุดมีจ้ำเลือด (bruise)


ฝากไว้ท้ายสุด :  ยาทุกชนิดมีคุณอนันต์แต่ก็มีโทษมหันต์ ต้องใช้ให้เป็น ในทางการแพทย์ สเตอรอยด์เป็นยาที่มีประโยชน์ หากไม่มียานี้ ผู้ป่วยบางโรคก็อาจจะไม่มีชีวตรอดเช่นกัน ยาจะดีไม่ดีอยู่ที่การใช้ให้เป็นค่ะ