Last updated: 13 ส.ค. 2569 | 132730 จำนวนผู้เข้าชม |
SPF คืออะไร? ยิ่งสูงยิ่งดีจริงไหม และเลือกครีมกันแดดอย่างไรให้ปกป้องผิวได้จริง
ครีมกันแดดเป็นหนึ่งในสกินแคร์ที่สำคัญที่สุด เพราะไม่ว่าเราจะใช้ผลิตภัณฑ์ลดฝ้า ลดรอยดำ วิตามินซี Retinoids หรือผลิตภัณฑ์ดูแลริ้วรอยดีแค่ไหน หากผิวยังได้รับรังสี UV อย่างต่อเนื่อง ผลลัพธ์จากการบำรุงผิวก็อาจไม่ดีเท่าที่ควร
แต่เวลาเลือกครีมกันแดด หลายคนกลับมองเพียงตัวเลข SPF
SPF 30 กับ SPF 50 ต่างกันมากไหม?
SPF 100 ดีกว่า SPF 50 สองเท่าหรือไม่?
แล้ว PA++++ คืออะไร?
มาทำความเข้าใจเรื่องครีมกันแดดแบบง่าย ๆ กันค่ะ
ตอนที่ 1 : ก่อนรู้จัก SPF ต้องรู้จัก UVA และ UVB ก่อน
รังสีอัลตราไวโอเลตจากแสงแดดที่เกี่ยวข้องกับผิวของเราแบ่งเป็นกลุ่มสำคัญ ได้แก่ UVA และ UVB
UVB — ตัวการสำคัญของผิวไหม้แดด
UVB มีความสัมพันธ์อย่างมากกับอาการผิวแดงและไหม้จากแสงแดด หรือ Sunburn และยังมีส่วนทำให้ DNA ในเซลล์ผิวเสียหาย เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งผิวหนัง
ค่า SPF ที่เราเห็นบนผลิตภัณฑ์ ถูกออกแบบมาเพื่อบอกระดับการป้องกันรังสีที่ทำให้เกิดผิวแดง ซึ่งโดยหลักสัมพันธ์กับ UVB
UVA — ไม่ค่อยทำให้แดงทันที แต่ไม่ควรมองข้าม
UVA สามารถลงสู่ผิวได้ลึกกว่า UVB และเกี่ยวข้องกับการเกิดอนุมูลอิสระ ความเสื่อมของคอลลาเจน ริ้วรอยก่อนวัย รวมถึงปัญหาเม็ดสี
ดังนั้น การเลือกครีมกันแดดโดยดูเฉพาะ SPF จึงยังไม่เพียงพอ
เราต้องดู การป้องกัน UVA ร่วมด้วย
[ภาพประกอบที่ 1 : UVA vs UVB ต่างกันอย่างไร?]
ตอนที่ 2 SPF คืออะไร?
SPF ย่อมาจาก Sun Protection Factor
เป็นค่าที่ได้จากการเปรียบเทียบปริมาณรังสี UV ที่ทำให้ผิวเกิดรอยแดงเมื่อทาครีมกันแดดในปริมาณมาตรฐาน กับผิวที่ไม่ได้ทาครีมกันแดด
ตัวอย่างเช่น : หากผิวที่ทาครีมกันแดดต้องได้รับพลังงาน UV มากกว่าผิวที่ไม่ได้ทา 30 เท่า จึงจะเกิดรอยแดงในระดับเดียวกัน ผลิตภัณฑ์นั้นจะมีค่า SPF ประมาณ 30
สิ่งสำคัญคือ SPF ไม่ได้หมายถึง “จำนวนชั่วโมงที่อยู่กลางแดดได้”
ในอดีตเรามักอธิบายว่า
“ถ้าปกติอยู่แดด 10 นาทีแล้วผิวแดง เมื่อทา SPF 30 ก็จะอยู่ได้ 10 × 30 = 300 นาที”
การอธิบายแบบนี้เข้าใจง่าย แต่ไม่ควรนำมาใช้คำนวณเวลาในการตากแดดจริง
เพราะความเข้มของรังสี UV เปลี่ยนแปลงตลอดวัน และยังขึ้นอยู่กับสถานที่ ฤดูกาล สภาพอากาศ เหงื่อ น้ำ การเช็ดถู และปริมาณครีมกันแดดที่เราทาจริง
ดังนั้น อย่าใช้ SPF คำนวณว่าเราสามารถอยู่กลางแดดได้กี่ชั่วโมง
ตอนที่ 3 : SPF 30 กับ SPF 50 ต่างกันแค่ไหน?
หากอธิบายแบบง่าย ๆ ในเชิงสัดส่วนรังสี UVB ที่ผ่านไปถึงผิว
SPF 15 ป้องกันได้ประมาณ 93%
SPF 30 ป้องกันได้ประมาณ 97%
SPF 50 ป้องกันได้ประมาณ 98%
SPF 100 ป้องกันได้ประมาณ 99%
จึงเห็นว่า SPF 100 ไม่ได้หมายความว่าป้องกันรังสี UVB ได้มากกว่า SPF 50 ถึง 2 เท่า
แต่มีอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้เห็นความแตกต่างชัดขึ้น คือดูว่า รังสีผ่านไปถึงผิวเท่าไร
SPF 30 หมายถึงภายใต้เงื่อนไขการทดสอบ มีรังสีที่ทำให้เกิดผิวแดงผ่านไปประมาณ 1/30
ขณะที่ SPF 50 เหลือประมาณ 1/50
ดังนั้น SPF ที่สูงขึ้นยังมีประโยชน์ เพียงแต่ประโยชน์ไม่ได้เพิ่มขึ้นเป็นเส้นตรงตามตัวเลขบนฉลาก
สำหรับการใช้งานทั่วไป ปัจจุบันแพทย์ผิวหนังมักแนะนำครีมกันแดด SPF 30 ขึ้นไป ร่วมกับการป้องกัน UVA
[ภาพประกอบที่ 2 : SPF 15 / 30 / 50 / 100 ต่างกันแค่ไหน?]

ตอนที่ 4 : SPF สูง ไม่ได้แปลว่าป้องกันแดดครบทุกด้าน
นี่เป็นจุดที่หลายคนเข้าใจผิด
เพราะ SPF บอกข้อมูลเกี่ยวกับการป้องกันรังสีที่ทำให้เกิดผิวแดงเป็นหลัก แต่ไม่ได้บอกการป้องกัน UVA ทั้งหมด
ดังนั้นครีมกันแดด SPF 50 สองตัว อาจมีประสิทธิภาพในการป้องกัน UVA แตกต่างกันได้
เวลาซื้อครีมกันแดดจึงควรมองหาสัญลักษณ์ที่แสดงถึงการป้องกัน UVA ด้วย
เราอาจพบคำว่า Broad Spectrum หรือระบบ PA เช่น
[ภาพประกอบที่ 3 : SPF ≠ PA | UVB vs UVA Protection]
ตอนที่ 5 : SPF 50 แต่ทาน้อย อาจไม่ได้การปกป้องตามที่คิด
นี่อาจเป็นเรื่องสำคัญกว่าเลือกระหว่าง SPF 30 กับ SPF 50 เสียอีก
การทดสอบ SPF ใช้ครีมกันแดดในปริมาณมาตรฐานประมาณ 2 mg/cm²
แต่ในชีวิตจริง คนจำนวนมากทาครีมกันแดดน้อยกว่าปริมาณที่ใช้ในการทดสอบ
เมื่อทาน้อยเกินไป การปกป้องที่ได้รับจริงก็ลดลง
สำหรับใบหน้าและลำคอ วิธีประมาณที่นิยมใช้เพื่อให้เข้าใจง่ายคือ ประมาณสองข้อนิ้วมือ แต่ปริมาณจริงอาจแตกต่างตามขนาดใบหน้าและลักษณะผลิตภัณฑ์
สิ่งสำคัญคือ ต้องทาให้ทั่วถึงและเพียงพอ บริเวณที่มักลืม ได้แก่ ใบหู กรอบหน้า ไรผม ลำคอ หลังคอ
ถ้าทา SPF 50 บางมาก ๆ อาจให้การปกป้องจริงน้อยกว่าการใช้ SPF ที่เหมาะสมแต่ทาในปริมาณเพียงพอเสียอีก
ตอนที่ 6 ทาครีมกันแดดครั้งเดียว อยู่ได้ทั้งวันไหม?
ไม่ควรคาดหวังว่าการทาครีมกันแดดตอนเช้าครั้งเดียวจะให้การปกป้องในระดับเดิมตลอดทั้งวันในทุกสถานการณ์
American Academy of Dermatology แนะนำให้ทาซ้ำประมาณ ทุก 2 ชั่วโมงเมื่ออยู่กลางแจ้ง และควรทาซ้ำหลังว่ายน้ำหรือมีเหงื่อมาก ตามคำแนะนำเรื่อง Water Resistance ของผลิตภัณฑ์
แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนที่นั่งอยู่ในอาคารต้องตั้งนาฬิกาทาครีมกันแดดทุกสองชั่วโมงอย่างเคร่งครัดเหมือนกันหมด
ความจำเป็นในการทาซ้ำขึ้นอยู่กับกิจกรรม
หากต้องออกกลางแดดเป็นเวลานาน เล่นกีฬา ว่ายน้ำ เหงื่อออกมาก หรือมีการเช็ดหน้า การทาซ้ำมีความสำคัญมาก
อย่าลืมว่า Water Resistant ไม่ได้แปลว่า Waterproof
ไม่มีครีมกันแดดชนิดใดที่เราควรคิดว่าทาครั้งเดียวแล้วสามารถลงน้ำหรือเหงื่อออกได้ทั้งวันโดยไม่ต้องทาซ้ำ
[ภาพประกอบที่ 4 : ทากันแดดให้ถูก = ปริมาณพอ + ทาทั่ว + ทาซ้ำ]
ตอนที่ 7 Chemical vs Mineral Sunscreen แบบไหนดีกว่ากัน?
อีกความเชื่อหนึ่งที่ควรอัปเดตคือ
“Chemical sunscreen ดูดซับรังสี ส่วน Physical sunscreen สะท้อนรังสี”
ความจริงซับซ้อนกว่านั้น
สารกันแดดทั้งกลุ่ม Organic filters ( Chemical sunscreen สารกันแดดประเภทเคมี) และ Mineral filters (Physical sunscreen สารกันแดดประเภทกายภาพ) เช่น Zinc Oxide และ Titanium Dioxide สามารถปกป้องผิวผ่านการดูดซับพลังงาน UV ได้
Mineral filters สามารถเกิดการกระเจิงหรือสะท้อนแสงบางส่วนด้วย แต่ไม่ควรอธิบายว่าทำงานโดย “สะท้อนแสงทั้งหมด”
ดังนั้นไม่จำเป็นต้องตัดสินว่า Chemical = ไม่ดี หรือ Mineral = ดีกว่าเสมอ
สิ่งที่สำคัญกว่าคือผลิตภัณฑ์นั้นให้การปกป้องเพียงพอ เหมาะกับผิว และเราสามารถทาในปริมาณที่เหมาะสมได้ทุกวันหรือไม่
เพราะครีมกันแดดที่ประสิทธิภาพสูงมาก แต่เหนียวจนเราไม่อยากใช้ ย่อมไม่มีประโยชน์เท่าครีมกันแดดที่เหมาะกับผิวและเราใช้ได้อย่างสม่ำเสมอ
ตอนที่ 8 เรื่องใหม่ที่ควรรู้ — Visible Light ก็เกี่ยวข้องกับปัญหาเม็ดสี
ช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีข้อมูลเกี่ยวกับ Visible Light หรือแสงที่ตามองเห็น เพิ่มมากขึ้น
Visible Light โดยเฉพาะช่วงพลังงานสูง สามารถกระตุ้นการสร้างเม็ดสีได้ โดยผลนี้เห็นชัดเป็นพิเศษในผู้ที่มีสีผิวเข้มและผู้ที่มีปัญหาฝ้าหรือรอยดำ
ครีมกันแดดทั่วไปถูกออกแบบมาเพื่อป้องกัน UVA และ UVB เป็นหลัก จึงไม่ได้หมายความว่าจะป้องกัน Visible Light ได้ดีเสมอไป
ปัจจุบันมีข้อมูลสนับสนุนว่า Tinted Sunscreen ที่มี Iron Oxides สามารถช่วยเพิ่มการปกป้องต่อ Visible Light และอาจเป็นประโยชน์เป็นพิเศษสำหรับผู้ที่มี
แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจำเป็นต้องเปลี่ยนมาใช้ Tinted Sunscreen
สำหรับคนทั่วไป การใช้ Broad-Spectrum Sunscreen อย่างสม่ำเสมอยังคงเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุด
[ภาพประกอบที่ 5 : UV ไม่ใช่ทั้งหมด — Visible Light และ Iron Oxides]
ตอนที่ 9 แล้วควรเลือก SPF เท่าไร?
ถ้าต้องการจำแบบง่ายที่สุด ใช้ในชีวิตประจำวัน เลือก SPF 30 ขึ้นไป พร้อมการป้องกัน UVA ที่ดี
ต้องอยู่กลางแจ้งนาน SPF 50 หรือสูงกว่าอาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการปกป้องได้ โดยเฉพาะเมื่อคำนึงว่าคนส่วนใหญ่มักทาครีมกันแดดไม่ถึงปริมาณที่ใช้ในการทดสอบ
ควรเลือกสูตร Water Resistant หากมีเหงื่อ เล่นกีฬา หรือว่ายน้ำ
ถ้ามีฝ้า กระ หรือรอยดำง่าย นอกจาก SPF สูงและการป้องกัน UVA แล้ว อาจพิจารณา Tinted Sunscreen ที่มี Iron Oxides เพื่อเพิ่มการปกป้อง Visible Light
และอย่าลืมว่า ครีมกันแดดเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการป้องกันแสงแดด ดังนั้น หมวก ร่ม เสื้อผ้า แว่นกันแดด และการหลีกเลี่ยงแดดจัด
ยังมีความสำคัญเช่นกัน
สรุป : SPF ยิ่งสูงยิ่งดีจริงไหม?
คำตอบคือ สูงขึ้นให้การป้องกัน UVB เพิ่มขึ้นจริง แต่ไม่ได้เพิ่มขึ้นเป็นสัดส่วนตรงกับตัวเลข
SPF 100 ไม่ได้ป้องกัน UVB มากกว่า SPF 50 สองเท่า และไม่มีครีมกันแดดใดป้องกันรังสี UV ได้ 100%
สิ่งที่สำคัญกว่าการไล่ตามตัวเลข SPF สูงที่สุด คือ
เลือก SPF 30–50+ ที่มีการป้องกัน UVA ที่ดี ทาให้เพียงพอ ทาให้ทั่ว และทาซ้ำเมื่อจำเป็น
ถ้ามีปัญหาฝ้าหรือรอยดำง่าย อาจเพิ่มการพิจารณาเรื่อง Visible Light และ Tinted Sunscreen ที่มี Iron Oxides เข้าไปด้วย
สุดท้ายแล้ว ครีมกันแดดที่ดีที่สุด ไม่ใช่ตัวที่มี SPF สูงที่สุด แต่คือตัวที่ให้การปกป้องเหมาะสมกับกิจกรรมของเรา และเราสามารถใช้ในปริมาณที่เพียงพอได้อย่างสม่ำเสมอทุกวัน
19 ส.ค. 2558