เซบเดิร์ม (Seborrheic Dermatitis) คืออะไร? สาเหตุ อาการ และวิธีรักษา บทความโดยเภสัชกร

Last updated: 21 ส.ค. 2569  |  215514 จำนวนผู้เข้าชม  | 

เซบเดิร์ม (Seborrheic Dermatitis) คืออะไร? สาเหตุ อาการ และวิธีรักษา  บทความโดยเภสัชกร

เซบเดิร์ม (Seborrheic Dermatitis) คืออะไร? ทำไมเป็นๆ หายๆ และดูแลอย่างไร

เคยไหม? อยู่ดีๆ ผิวบริเวณ ข้างจมูก หัวคิ้ว ระหว่างคิ้ว ไรผม หรือหลังหู ก็เริ่มแดง ลอก เป็นขุย บางครั้งเหมือนผิวแห้ง แต่ยิ่งทาครีมบางชนิดกลับยิ่งมันและระคายเคือง

หรือบางคนมี “รังแค” ที่เป็นๆ หายๆ ใช้แชมพูทั่วไปแล้วดีขึ้นเพียงชั่วคราว ก่อนกลับมาเป็นอีก

อาการเหล่านี้อาจไม่ใช่เพียงผิวแห้งหรือรังแคธรรมดา แต่อาจเป็นโรคผิวหนังที่เรียกว่า Seborrheic Dermatitis หรือ “เซบเดิร์ม”

เซบเดิร์มเป็นโรคผิวหนังอักเสบเรื้อรังที่มีช่วงสงบและช่วงกำเริบ จึงมักสร้างความสงสัยว่า ทำไมรักษาหายแล้วจึงกลับมาเป็นอีก?

ความจริงคือ เซบเดิร์มไม่ได้เกิดจากสาเหตุเพียงอย่างเดียว และการดูแลจึงต้องจัดการทั้ง การอักเสบ เชื้อยีสต์ ความแข็งแรงของ Skin Barrier และปัจจัยกระตุ้น


เซบเดิร์ม คืออะไร?
Seborrheic Dermatitis เป็นภาวะผิวหนังอักเสบที่มักเกิดบริเวณที่มีต่อมไขมันจำนวนมาก บริเวณที่พบบ่อย ได้แก่

  • หนังศีรษะและไรผม
  • ระหว่างคิ้วและหัวคิ้ว
  • ข้างจมูกและร่องข้างจมูก
  • รอบหรือหลังใบหู
  • หนวดและเครา
  • หน้าอกส่วนบน

ลักษณะที่พบได้คือ ผิวแดงหรืออักเสบ ร่วมกับขุยสีขาวหรือเหลืองที่อาจมีลักษณะมัน และอาจมีอาการคันร่วมด้วย

ถ้าเกิดบริเวณหนังศีรษะ อาการในระดับไม่รุนแรงอาจดูคล้าย “รังแค”

ดังนั้นคนที่คิดว่าตัวเองเป็นรังแคเรื้อรัง ใช้แชมพูแล้วดีขึ้นแต่กลับมาเป็นซ้ำ อาจมี Seborrheic Dermatitis ร่วมด้วย



เซบเดิร์มเกิดจากอะไร?
คำถามที่หลายคนสงสัยคือ

“ถ้าผิวมันทำให้เกิดเซบเดิร์ม แล้วทำไมคนผิวมันทุกคนจึงไม่เป็น?”

เพราะปัจจุบันเราไม่ได้มองว่าเซบเดิร์มเกิดจาก “ความมัน” หรือ “เชื้อรา” เพียงอย่างเดียว

แต่เชื่อว่าเป็นผลจากหลายปัจจัยทำงานร่วมกัน ได้แก่

1. ยีสต์ Malassezia
บนผิวของคนเรามีจุลชีพอาศัยอยู่ตามธรรมชาติ หนึ่งในนั้นคือยีสต์ในกลุ่ม Malassezia

Malassezia ชอบบริเวณที่มีไขมัน จึงพบได้มากในพื้นที่ เช่น หนังศีรษะ ใบหน้า และหน้าอก

สิ่งสำคัญคือ การพบ Malassezia บนผิวไม่ได้หมายความว่าเป็นโรค

เพราะคนปกติก็มีเชื้อนี้เช่นกัน

แต่ในผู้ที่เป็นเซบเดิร์ม ผิวอาจมีการตอบสนองต่อ Malassezia และสารที่เกิดจากกระบวนการย่อยไขมันแตกต่างจากคนทั่วไป ส่งผลให้เกิดการระคายเคืองและการอักเสบได้ง่ายขึ้น

นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ยาต้านเชื้อรา เช่น ketoconazole หรือ ciclopirox สามารถช่วยควบคุมอาการเซบเดิร์มได้


2. Skin Barrier อาจมีส่วนสำคัญ
ผิวชั้นนอกสุดหรือ Stratum Corneum ไม่ได้เป็นเพียงเซลล์ผิวที่รอหลุดออกเท่านั้น แต่ทำหน้าที่เป็นปราการปกป้องผิว หรือที่เรียกว่า

Skin Barrier

ลองนึกภาพ Skin Barrier เหมือน “กำแพงอิฐ”

เซลล์ผิวคือก้อนอิฐ ส่วนไขมันระหว่างเซลล์ทำหน้าที่คล้ายปูนที่ช่วยเชื่อมโครงสร้างให้แข็งแรง

เมื่อ Skin Barrier ทำงานได้ดี ผิวจะช่วยรักษาความชุ่มชื้นและป้องกันสิ่งระคายเคืองจากภายนอก

แต่หาก Barrier ถูกรบกวน ผิวอาจสูญเสียน้ำง่ายขึ้นและไวต่อสิ่งกระตุ้นมากขึ้น

ดังนั้นการดูแลเซบเดิร์มจึงไม่ควรมุ่งแต่ “ฆ่าเชื้อ” อย่างเดียว แต่ควรให้ความสำคัญกับการดูแล Skin Barrier ไปพร้อมกันด้วย


3. ความมันและ Sebum
เซบเดิร์มมักเกิดบริเวณที่มีต่อมไขมันจำนวนมาก และ Malassezia เป็นยีสต์ที่ต้องอาศัยไขมันจากผิว

แต่ต้องย้ำว่า ผิวมัน ≠ ต้องเป็นเซบเดิร์ม

ความมันเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งเท่านั้น

คนที่มีผิวมันมากอาจไม่เป็นเซบเดิร์มเลย ขณะที่บางคนไม่ได้รู้สึกว่าผิวมันมาก แต่กลับมีอาการเซบเดิร์มชัดเจน

จึงต้องมองร่วมกับการตอบสนองของภูมิคุ้มกัน สภาพ Skin Barrier และปัจจัยกระตุ้นอื่นๆ



ทำไมเซบเดิร์มถึงเป็นๆ หายๆ?
ลักษณะสำคัญของโรคนี้คือเป็น โรคเรื้อรังที่มีช่วงสงบและช่วงกำเริบ

เมื่อควบคุมการอักเสบและยีสต์ได้ อาการอาจหายไปจนผิวดูเป็นปกติ แต่เมื่อเจอปัจจัยกระตุ้น อาการสามารถกลับมาใหม่ได้

ปัจจัยที่พบว่าสัมพันธ์กับการกำเริบในบางคน ได้แก่

ความเครียด – พักผ่อนไม่เพียงพอ – อากาศเย็นหรือแห้ง – ผลิตภัณฑ์ที่ระคายเคืองผิว – การรบกวน Skin Barrier

ปัจจัยเหล่านี้เรียกว่า trigger  ผู้ป่วยแต่ละคนไม่จำเป็นต้องมี Trigger เหมือนกัน

วิธีที่มีประโยชน์มากคือสังเกตว่า ก่อนเซบเดิร์มกำเริบ 2–3 วัน เราทำอะไรกับผิวหรือมีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง

เมื่อเจอ Trigger ของตัวเอง การควบคุมโรคในระยะยาวจะง่ายขึ้น


เซบเดิร์มกับสะเก็ดเงิน ต่างกันอย่างไร?
เซบเดิร์มและโรคสะเก็ดเงินอาจมีลักษณะคล้ายกัน โดยเฉพาะเมื่อเกิดบริเวณหนังศีรษะ

โดยทั่วไป เซบเดิร์ม มักมีขุยขาวถึงเหลือง อาจดูมัน ผื่นมักไม่หนามาก และพบบ่อยบริเวณหนังศีรษะ คิ้ว ข้างจมูก หลังหู และหน้าอก

ส่วน Psoriasis หรือสะเก็ดเงิน มักเป็นผื่นที่มีขอบเขตชัดและหนากว่า มีสะเก็ดมากกว่า และอาจพบที่บริเวณอื่น เช่น ศอก เข่า หรือเล็บร่วมด้วย

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรใช้ลักษณะใดลักษณะหนึ่งตัดสินด้วยตัวเอง เพราะบางคนสามารถมีลักษณะของทั้งสองโรคร่วมกัน ซึ่งเรียกว่า Sebopsoriasis

หากผื่นหนามาก ลามออกนอกแนวไรผม เป็นเรื้อรัง หรือรักษาแบบเซบเดิร์มแล้วไม่ดีขึ้น ควรพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยให้แน่ชัด



เซบเดิร์มกับ “ผิวแห้ง” ไม่เหมือนกัน
จุดนี้เป็นสิ่งที่ทำให้หลายคนดูแลผิวผิดทาง

เห็นขุย = คิดว่าผิวแห้ง

แต่ขุยจากเซบเดิร์มเกิดร่วมกับ กระบวนการอักเสบของผิว และมักสัมพันธ์กับบริเวณที่มีต่อมไขมันมาก

ดังนั้นคนเป็นเซบเดิร์มสามารถมีผิวที่ มัน + แดง + ลอก + เป็นขุย พร้อมกันได้

การล้างหน้าหนักขึ้นเพราะคิดว่าผิวมัน หรือการขัดเอาขุยออกเพราะคิดว่าเป็นเซลล์ผิวเก่า จึงอาจยิ่งรบกวน Skin Barrier และทำให้อาการแย่ลง




เป็นเซบเดิร์ม ควรดูแลผิวอย่างไร?
หลักสำคัญคือ

ลดการอักเสบ + ควบคุม Malassezia + ลดสิ่งระคายเคือง + รักษา Skin Barrier

1. ล้างอย่างอ่อนโยน
ไม่จำเป็นต้องพยายามล้างความมันออกจนผิว “เอี๊ยด”

เลือกผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่อ่อนโยน และหลีกเลี่ยงการขัด ถู หรือสครับบริเวณที่กำลังอักเสบ

2. อย่าแกะขุย
ขุยที่เห็นอาจทำให้อยากแกะออก แต่การแกะสามารถทำให้เกิดการบาดเจ็บและเพิ่มการอักเสบ

การควบคุมต้นเหตุของผื่นจะช่วยให้ขุยค่อยๆ ลดลงเอง

3. ใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์ได้
คนเป็นเซบเดิร์มไม่ได้แปลว่า “ห้ามใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์”

ในทางกลับกัน การดูแล Skin Barrier และลดความแห้งระคายเคืองเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลโรค

ควรเลือกสูตรที่อ่อนโยนและไม่ทำให้ผิวระคายเคืองเพิ่ม

4. ช่วงที่ผิวกำลังอักเสบ ลด Active ที่ไม่จำเป็น
ช่วงที่ผิวแดง แสบ คัน หรือลอกมาก ไม่ใช่ช่วงที่เหมาะกับการเร่งผลัดเซลล์ผิว

อาจพิจารณาพักหรือลดผลิตภัณฑ์ที่ระคายเคืองง่าย เช่น กรดผลัดเซลล์ สครับ หรือผลิตภัณฑ์ Active เข้มข้นบางชนิด จนกว่าอาการจะสงบ


เซบเดิร์มรักษาอย่างไร?
การรักษาขึ้นอยู่กับบริเวณและความรุนแรงของโรค

1. ยาต้านเชื้อรา
เป็นหนึ่งในยาหลักที่ใช้ในการรักษาเซบเดิร์ม เพราะช่วยลด Malassezia

ตัวอย่างที่ใช้กัน เช่น Ketoconazole, Ciclopirox

สำหรับหนังศีรษะอาจอยู่ในรูปแชมพู ส่วนบริเวณผิวหนังอาจใช้ผลิตภัณฑ์รูปแบบครีม เจล หรือรูปแบบอื่นตามความเหมาะสม


2. แชมพูสำหรับเซบเดิร์มและรังแค
สารที่พบในแชมพูสำหรับควบคุมรังแคหรือ Seborrheic Dermatitis มีหลายชนิด เช่น Ketoconazole, Ciclopirox, Selenium sulfide หรือ Zinc pyrithione

สารแต่ละชนิดมีกลไกและวิธีใช้ต่างกัน

สิ่งที่คนมักพลาดคือ ฟอกแล้วล้างออกทันที

แชมพูยาจำเป็นต้องสัมผัสหนังศีรษะตามระยะเวลาที่ผลิตภัณฑ์หรือแพทย์แนะนำ จึงจะออกฤทธิ์ได้เหมาะสม


3. ยาลดการอักเสบ
ในช่วงที่ผื่นแดงและอักเสบมาก แพทย์อาจพิจารณาใช้ topical corticosteroid ชนิดความแรงที่เหมาะสมเป็นระยะเวลาสั้นๆ

ยากลุ่มนี้ลดการอักเสบได้เร็ว แต่ไม่ควรนำยาสเตียรอยด์มาทาหน้าเองต่อเนื่องเป็นเวลานาน เพราะอาจเกิดผลข้างเคียงได้

ในบางกรณีแพทย์อาจเลือกใช้ยากลุ่ม topical calcineurin inhibitors เช่น tacrolimus หรือ pimecrolimus โดยเฉพาะในบริเวณที่ต้องหลีกเลี่ยงการใช้สเตียรอยด์ต่อเนื่อง

ปัจจุบันยังมียากลุ่มอื่นสำหรับ Seborrheic Dermatitis ในบางประเทศ เช่น topical PDE-4 inhibitor ซึ่งเป็นอีกทางเลือกในการลดการอักเสบ

การเลือกยาจึงควรพิจารณาตามตำแหน่ง อายุ ความรุนแรง และลักษณะของผู้ป่วยแต่ละราย




เซบเดิร์มหายขาดไหม?
คำตอบที่เหมาะสมกว่าคำว่า “รักษาหาย” คือ เซบเดิร์มเป็นโรคที่ควบคุมได้ แต่มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ

เป้าหมายของการดูแลจึงมี 2 ช่วง

ช่วงกำเริบ: ลดการอักเสบ ลดขุย ควบคุม Malassezia และลดอาการคัน

ช่วงสงบ: ดูแล Skin Barrier หลีกเลี่ยง Trigger และในบางคนอาจต้องมีการรักษาเพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำตามคำแนะนำของแพทย์

เมื่อเข้าใจธรรมชาติของโรคแล้ว เราจะไม่ต้องพยายาม “รักษาแรงขึ้นเรื่อยๆ” ทุกครั้งที่โรคกลับมา แต่จะรู้จักควบคุมโรคและลดปัจจัยกระตุ้นได้ดีขึ้น


สรุป : เซบเดิร์มไม่ใช่แค่ “ผิวแห้ง” และไม่ใช่แค่ “เชื้อรา”
Seborrheic Dermatitis เป็นโรคผิวหนังอักเสบที่เกิดจากหลายองค์ประกอบร่วมกัน ทั้ง Malassezia, sebum, การตอบสนองของผิวและระบบภูมิคุ้มกัน รวมถึงความสมบูรณ์ของ Skin Barrier

ดังนั้นการดูแลที่เหมาะสมจึงไม่ใช่เพียงการพยายามกำจัดเชื้อหรือขจัดความมันออกจากผิวให้มากที่สุด

แต่คือการหาสมดุลระหว่าง

ควบคุมเชื้อ → ลดการอักเสบ → รักษา Skin Barrier → หลีกเลี่ยง Trigger

หากผื่นแดงมาก มีน้ำเหลือง เจ็บ ลามอย่างรวดเร็ว เป็นบริเวณกว้าง หรือรักษาด้วยตนเองแล้วไม่ดีขึ้น ควรพบแพทย์หรือแพทย์ผิวหนัง เพราะโรคอื่น เช่น  สะเก็ดเงิน psoriasis, eczema หรือ contact dermatitis อาจมีลักษณะคล้ายเซบเดิร์มได้

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้