เพราะสภาพผิวเปลี่ยนตามระดับฮอร์โมน แค่เราเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของผิว ก็ทำให้ผิวสวยได้

Last updated: 22 ส.ค. 2569  |  49201 จำนวนผู้เข้าชม  | 

เพราะสภาพผิวเปลี่ยนตามระดับฮอร์โมน แค่เราเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของผิว ก็ทำให้ผิวสวยได้

ฮอร์โมนเปลี่ยน ผิวก็เปลี่ยน? เข้าใจสภาพผิวตามรอบเดือน และดูแลผิวให้เหมาะกับแต่ละช่วง

เคยเป็นไหมคะ?

ใช้สกินแคร์ตัวเดิมมาตลอด แต่บางช่วงรู้สึกว่า ผิวชุ่มชื้น หน้าเรียบ แต่งหน้าติดดี
ผ่านไปอีกไม่กี่วันกลับกลายเป็น หน้ามัน รูขุมขนดูชัด สิวเริ่มขึ้น
แล้วพอมีประจำเดือน ผิวกลับรู้สึก แห้ง ตึง หรือระคายเคืองง่ายขึ้น

จนบางคนเริ่มสงสัยว่า

“ผิวชินครีมหรือเปล่า?”
“ครีมที่ใช้อยู่เริ่มไม่ได้ผลแล้วหรือ?”

ความจริงอาจไม่ใช่เพราะสกินแคร์เปลี่ยนค่ะ

เพราะสิ่งหนึ่งที่กำลังเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา คือ ร่างกายและผิวของเราเอง

โดยเฉพาะในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ ระดับฮอร์โมนเพศจะเปลี่ยนแปลงเป็นรอบตามรอบเดือน (menstrual cycle)  และผิวหนังก็เป็นหนึ่งในอวัยวะที่ตอบสนองต่อฮอร์โมนเหล่านี้

ดังนั้น สภาพผิวของคนคนเดียวกัน ไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทุกวันตลอดทั้งเดือน

ผิวหนังของเราตอบสนองต่อฮอร์โมนได้จริงหรือ?
ได้ค่ะ

ผิวไม่ใช่เพียงเปลือกที่ห่อหุ้มร่างกาย แต่เป็นอวัยวะที่มีความซับซ้อน และมี receptor ที่สามารถตอบสนองต่อฮอร์โมนหลายชนิด

ฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของผิวในผู้หญิง ได้แก่ Estrogen • Progesterone • Androgen

ฮอร์โมนเหล่านี้สามารถมีอิทธิพลต่อคุณสมบัติของผิวหลายด้าน เช่น

  • การผลิตน้ำมันหรือ sebum
  • ความชุ่มชื้นของผิว
  • การสูญเสียน้ำผ่านผิว หรือ TEWL
  • การทำงานของ Skin Barrier
  • การอักเสบ
  • การเกิดสิว
  • การไหลเวียนเลือดและอุณหภูมิของผิว

งานทบทวนงานวิจัยเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของผิวตาม menstrual cycle ก็พบว่าคุณสมบัติทางสรีรวิทยาหลายอย่างของผิวสามารถเปลี่ยนแปลงระหว่างรอบเดือนได้ อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาไม่ได้เหมือนกันทั้งหมดในทุก parameter และการเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดเหมือนกันในผู้หญิงทุกคน

นี่เป็นประเด็นสำคัญที่ต้องจำไว้ตลอดบทความนี้ค่ะ

ฮอร์โมน “มีอิทธิพล” ต่อสภาพผิว แต่ไม่ได้เป็นตัวกำหนดสภาพผิวทั้งหมด



3 ฮอร์โมนสำคัญที่เกี่ยวข้องกับผิว
1. Estrogen — ฮอร์โมนที่มีบทบาทต่อความชุ่มชื้นและโครงสร้างผิว
Estrogen มีบทบาทต่อผิวหลายด้าน

ผิวหนังมี estrogen receptor และมีหลักฐานว่า estrogen เกี่ยวข้องกับกระบวนการต่าง ๆ เช่น การสร้าง collagen การคงความหนาของผิว การสร้าง hyaluronic acid การทำงานของ keratinocyte และการรักษาความชุ่มชื้นของผิว

นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่เรามองเห็นผลของ estrogen ต่อผิวได้ชัดในอีกช่วงหนึ่งของชีวิต คือ วัยหมดประจำเดือน

เมื่อ estrogen ลดลงอย่างมาก ผิวมักมีแนวโน้มแห้ง บาง และสูญเสียความยืดหยุ่นมากขึ้น

แต่ในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ estrogen ไม่ได้อยู่ระดับเดิมตลอดทั้งเดือน

ระดับ estrogen จะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นใน follicular phase และสูงเด่นในช่วงก่อนตกไข่ ก่อนที่จะเปลี่ยนแปลงอีกครั้งหลังการตกไข่

จึงมีความเป็นไปได้ว่าสภาพผิวบางอย่างจะเปลี่ยนตามไปด้วย

แล้วช่วง Estrogen สูง ผิว “รับการบำรุงได้ดีขึ้น” จริงไหม?
มีแนวคิดด้านการดูแลผิวบางแนวทางที่มองว่า ช่วงที่ estrogen สูงขึ้นเป็นช่วงที่ผิวอยู่ในสภาพค่อนข้างดี และอาจเป็นช่วงที่ผิวพร้อมรับการบำรุง

แนวคิดนี้มีพื้นฐานที่พออธิบายได้ เนื่องจาก estrogen มีความสัมพันธ์กับความชุ่มชื้นและคุณสมบัติของ skin barrier

แต่ต้องระวังการตีความค่ะ

เรา ยังไม่ควรสรุปว่า estrogen สูงทำให้สารบำรุงทุกชนิดซึมผ่านผิวได้มากขึ้น

เพราะการ penetration ของสารผ่านผิวขึ้นอยู่กับหลายอย่าง ทั้งชนิดของสาร ขนาดโมเลกุล ความสามารถในการละลาย สูตรตำรับ vehicle และสภาพของ stratum corneum

ดังนั้นถ้าจะพูดให้แม่นกว่าเดิม อาจกล่าวได้ว่า

“ช่วงที่ estrogen สูงขึ้น ผิวของบางคนอาจอยู่ในสภาพที่ชุ่มชื้นและพร้อมต่อการบำรุงมากขึ้น”
แต่ไม่ได้หมายความว่าเราต้องเพิ่มความแรงของ active ingredient ในช่วงนี้ค่ะ


 
2. Progesterone — สูงขึ้นหลังการตกไข่
หลังจากไข่ตก ร่างกายจะสร้าง progesterone เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในช่วง luteal phase

แต่ผลของ progesterone ต่อผิวค่อนข้างซับซ้อน และหลักฐานในมนุษย์ยังไม่ได้ชัดเจนพอที่จะพูดง่าย ๆ ว่า

Progesterone สูง = หน้ามัน

เพราะในช่วงเดียวกัน estrogen และ androgen ก็มีการเปลี่ยนแปลง และสิ่งที่เกิดขึ้นกับผิวเป็นผลรวมของฮอร์โมนหลายชนิด

นอกจากนี้ งานระดับเซลล์ยังพบว่า อัตราส่วนระหว่าง estrogen และ progesterone อาจมีผลต่อ epidermal differentiation, ceramide และ barrier function

ดังนั้นบางครั้งการมอง “สมดุลของฮอร์โมน” อาจมีความหมายมากกว่าการมองฮอร์โมนตัวใดตัวหนึ่งเพียงอย่างเดียว


3. Androgen — ฮอร์โมนสำคัญกับความมันและสิว
เมื่อพูดถึงผิวมันและสิว จะข้าม androgen ไปไม่ได้ค่ะ

Androgen สามารถกระตุ้น sebaceous gland หรือต่อมไขมัน และมีบทบาทสำคัญต่อการสร้าง sebum

ที่น่าสนใจคือ คนสองคนอาจมีระดับ androgen ในเลือดไม่ได้แตกต่างกันมาก แต่สภาพผิวกลับแตกต่างกัน

เพราะไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า “มี androgen เท่าไร?” เพียงอย่างเดียว

แต่ยังขึ้นอยู่กับว่า “ต่อมไขมันของเราตอบสนองต่อ androgen มากแค่ไหน?” ด้วย

จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่บางคนหน้ามันและเป็นสิวง่ายมาก ในขณะที่อีกคนแทบไม่มีปัญหา ทั้งที่อยู่ในช่วงอายุและรอบเดือนใกล้เคียงกัน


แล้วผิวเปลี่ยนอย่างไรใน 1 รอบเดือน?
เพื่อให้เข้าใจง่าย เราสามารถแบ่ง menstrual cycle ออกเป็น 4 ช่วง

Menstrual → Follicular → Ovulation → Luteal

แต่ก่อนจะไปต่อ ขอให้ลืมกฎว่า “ผู้หญิงทุกคนมีรอบเดือน 28 วัน และตกไข่วันที่ 14” ไปก่อนค่ะ

รอบ 28 วันเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่ง รอบเดือนจริงของแต่ละคนสามารถสั้นหรือยาวกว่านั้น และวันตกไข่ก็สามารถเปลี่ยนได้

ดังนั้นการดูแลผิวตามรอบเดือนควรใช้เป็น แนวทางในการสังเกตผิว ไม่ใช่สูตรตายตัว


Phase 1 : Menstrual Phase ช่วงมีประจำเดือน

ช่วงนี้ estrogen และ progesterone อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ

งานวิจัยเกี่ยวกับ skin barrier พบข้อมูลที่น่าสนใจว่า ในช่วงที่ estrogen/progesterone ต่ำ อาจพบการเปลี่ยนแปลงของ TEWL ซึ่งสะท้อนถึงความสามารถของผิวในการกักเก็บน้ำ

บางคนจึงอาจรู้สึกว่าในช่วงก่อนหรือช่วงเริ่มมีประจำเดือน

ผิวแห้งขึ้น • ตึงง่าย • ดูหมอง • หรือระคายเคืองง่ายกว่าปกติ

แต่ไม่ได้เกิดกับทุกคนค่ะ

ดูแลผิวช่วงนี้อย่างไร?
ถ้าสังเกตว่าผิวแห้งหรือ sensitive ขึ้น หลักง่าย ๆ คือ “ไม่ต้องเร่งผิว เน้นประคองผิว”

ให้ความสำคัญกับ moisturizer และผลิตภัณฑ์ที่สนับสนุน skin barrier เช่น

  • Humectant — glycerin, hyaluronic acid
  • Emollient — ช่วยให้ผิวนุ่มและลดความแห้งหยาบ
  • Barrier-supporting lipids — เช่น ceramide

ถ้าใช้ AHA, BHA หรือ retinoid อยู่แล้ว และช่วงนี้รู้สึกแสบ แดง หรือลอกง่ายกว่าปกติ อาจลดความถี่ลงชั่วคราว

แต่ไม่ได้หมายความว่า “มีประจำเดือนแล้วต้องหยุด active”

ถ้าผิวยังแข็งแรง ใช้แล้วไม่มีปัญหา ก็ไม่จำเป็นต้องหยุดค่ะ


Phase 2 : Follicular Phase ช่วงเตรียมการตกไข่รอบต่อไป

หลังประจำเดือนหมด estrogen จะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเพื่อเตรียมร่างกายเข้าสู่การตกไข่

ผิวของบางคนอาจเริ่มรู้สึกกลับมาสมดุลขึ้น

ความแห้งหรือ sensitivity ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้อาจลดลง และผิวอาจรู้สึกชุ่มชื้นขึ้น

ช่วงนี้จึงสามารถกลับเข้าสู่ skincare routine ตามปกติได้

Cleanser → Treatment/Serum → Moisturizer → Sunscreen

ถ้าใช้ Vitamin C, Niacinamide, AHA/BHA หรือ Retinoid เป็นประจำอยู่แล้ว ก็สามารถใช้ตาม routine ที่ผิวเคยรับได้

ไม่จำเป็นต้องเพิ่มความเข้มข้นเพียงเพราะ estrogen กำลังสูงขึ้น

ฮอร์โมนไม่ใช่ใบอนุญาตให้เราใช้ Active แรงขึ้นค่ะ

Phase 3 : Ovulation ช่วงไข่ตก

มีงานวิจัยในปี 2025 ที่วัด skin hydration และ TEWL พบว่า skin hydration สูงกว่าใน ovulatory phase เมื่อเทียบกับ mid-luteal phase และ TEWL ต่ำกว่าในช่วง ovulation

อย่างไรก็ตาม งานทบทวนหลักฐานในปีเดียวกันพบว่า เมื่อรวบรวมงานหลายชิ้นเข้าด้วยกัน skin hydration ไม่ได้แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่าง phases อย่างสม่ำเสมอ

ตรงนี้เป็นตัวอย่างที่ดีมากว่า

งานวิจัยเรื่อง “ผิวตามรอบเดือน” มีข้อมูลสนับสนุนว่าผิวเปลี่ยนจริง แต่รายละเอียดบางเรื่องยังไม่ควรฟันธงเป็นกฎสำหรับผู้หญิงทุกคน
ดังนั้นถ้าช่วงใกล้ตกไข่คุณรู้สึกว่า

ผิวชุ่มชื้น • เรียบ • แต่งหน้าติดง่าย • ดูสดใส

ก็เป็นไปได้ค่ะ

แต่ถ้าไม่รู้สึกอะไรแตกต่างเลย ก็ถือว่าปกติเช่นกัน

ช่วงนี้ต้องเปลี่ยน skincare หรือไม่?
ไม่จำเป็นค่ะ

ถ้าผิวอยู่ในสภาพดี ให้รักษา routine เดิม

นี่อาจเป็นช่วงที่เรารู้สึกว่าผิว “รับการบำรุงได้ดี” ตามแนวคิดการดูแลผิวบางสำนัก แต่ไม่ได้หมายความว่า active ingredient ซึมผ่านผิวมากขึ้นจนเราต้องเพิ่มความแรงของผลิตภัณฑ์


Phase 4 : Luteal Phase หลังตกไข่จนถึงก่อนมีประจำเดือนรอบต่อไป — ช่วงที่สิวมักมาเยือน
หลังจากตกไข่ progesterone จะสูงขึ้น

จากนั้นเมื่อเข้าสู่ช่วงปลาย luteal phase estrogen และ progesterone จะลดลงก่อนเริ่มมีประจำเดือนรอบใหม่

สำหรับคนที่เป็นสิวง่าย ช่วงนี้อาจคุ้นเคยมากค่ะ

หน้ามันขึ้น  > รูขุมขนดูชัดขึ้น >  เริ่มมีการอุดตัน. > สิวมา

โดยเฉพาะบริเวณคาง กราม หรือใบหน้าส่วนล่างในบางคน

และ “สิวก่อนประจำเดือน” ไม่ได้เป็นเพียงความรู้สึก

การศึกษาผู้หญิง 400 คนพบว่า 44% รายงานว่าสิวกำเริบก่อนมีประจำเดือน

อีกการศึกษาที่ติดตามจำนวนสิวจริงในผู้หญิงที่เป็นสิว พบว่าผู้เข้าร่วมจำนวนมากมีสิวเพิ่มขึ้นในช่วงก่อนมีประจำเดือน โดยเฉพาะ inflammatory lesions

ดังนั้นถ้าคุณสังเกตว่า “ก่อนประจำเดือนประมาณ 5–7 วัน สิวจะขึ้นที่เดิมทุกเดือน”

อาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญค่ะ

ถ้ารู้ว่าสิวชอบมาก่อนประจำเดือน เราทำอะไรได้บ้าง?

สิ่งที่น่าสนใจกว่าการรอให้สิวขึ้นแล้วค่อยรักษา คือ รู้ pattern ของตัวเองและเตรียมผิวไว้ก่อน

ถ้าทราบว่าช่วงก่อนประจำเดือนผิวมักมันและอุดตันง่าย อาจให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ที่ช่วยลดการอุดตัน เช่น salicylic acid หรือผลิตภัณฑ์รักษาสิวที่เหมาะสมกับตัวเอง

แต่ไม่ควรเพิ่ม active หลายตัวพร้อมกันเพียงเพราะรู้ว่าประจำเดือนกำลังจะมา

เพราะการทำให้ skin barrier ระคายเคืองเสียก่อน อาจทำให้ปัญหาซับซ้อนกว่าเดิม

และแม้ว่าช่วงนี้หน้าจะมันขึ้น อย่าเพิ่งตัด moisturizer ออกจาก routine

เพราะ... ผิวมัน ≠ ผิวชุ่มชื้น
ผิวสามารถผลิตน้ำมันมาก แต่มีน้ำใน stratum corneum ไม่เพียงพอได้


แล้ว Skin Microbiome เปลี่ยนตามรอบเดือนด้วยไหม?
เป็นอีกประเด็นที่น่าสนใจมากค่ะ

ผิวของเราเป็น ecosystem ที่ประกอบด้วยจุลชีพจำนวนมาก และ microbiome มีความสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมบนผิว เช่น sebum, pH, hydration และ skin barrier

เมื่อปัจจัยเหล่านี้เปลี่ยน microbiome ก็อาจได้รับอิทธิพลตามไปด้วย

มีงานศึกษาผู้หญิงวัย 18–35 ปีจำนวน 197 คน พบว่ากลุ่มที่มีรอบเดือนไม่สม่ำเสมอมี hydration ต่ำกว่าและ TEWL สูงกว่า รวมถึงพบความแตกต่างขององค์ประกอบ bacterial microbiome บางส่วน

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ยังอยู่ระหว่างการศึกษา

เราจึงยังไม่ควรสรุปง่าย ๆ ว่า “ใกล้มีประจำเดือน → เชื้อสิวเพิ่ม → สิวขึ้น”

เพราะความสัมพันธ์ระหว่าง hormone, sebum, barrier, immune response และ microbiome ซับซ้อนกว่านั้นมาก


ทำไมบางคนผิวเปลี่ยนชัดมาก แต่บางคนแทบไม่รู้สึก?
เพราะฮอร์โมนเป็นเพียงหนึ่งในหลายปัจจัยที่กำหนดสภาพผิวค่ะ

ยังมี  พันธุกรรม • อายุ • ความไวต่อ androgen • ความเครียด • การนอน • อาหาร • สภาพอากาศ • ยาบางชนิด • skincare • microbiome

เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

ดังนั้นผู้หญิงสองคนที่มีระดับฮอร์โมนใกล้เคียงกัน ไม่จำเป็นต้องมีผิวเหมือนกัน

และแม้แต่ตัวเราเอง รอบเดือนนี้กับรอบเดือนหน้า สภาพผิวก็อาจไม่ได้เหมือนกัน 100%


ต้องมีสกินแคร์ 4 ชุด สำหรับ 4 ช่วงของรอบเดือนหรือไม่?
ไม่จำเป็นเลยค่ะ

นี่เป็นเรื่องที่อยากเน้นมากที่สุด

การเข้าใจฮอร์โมนไม่ได้มีไว้เพื่อทำให้ skincare routine ซับซ้อนขึ้น หรือทำให้เราต้องซื้อผลิตภัณฑ์เพิ่มอีก 4 ชุด

สิ่งที่ควรมีคือ Core Routine ได้แก่ Cleanser + Moisturizer + Sunscreen

แล้วค่อยปรับรายละเอียดตาม “สภาพผิวจริง” ในแต่ละช่วง

  • ผิวแห้งขึ้น → เพิ่มความชุ่มชื้น
  • ผิวระคายเคือง → ลด active ที่ระคายเคือง
  • ผิวมัน/อุดตันง่ายขึ้น → ปรับผลิตภัณฑ์ลดการอุดตันอย่างเหมาะสม
  • รู้ว่าสิวมักมาก่อนประจำเดือน → วางแผนดูแลล่วงหน้า
เรียกง่าย ๆ ว่า  “ปรับสกินแคร์ตามผิว ไม่ใช่เปลี่ยนสกินแคร์ตามปฏิทิน”

ลองทำ Skin Cycle Diary แล้วคุณอาจรู้จักผิวตัวเองมากขึ้น
ถ้าอยากรู้ว่าฮอร์โมนมีผลต่อผิวของเรามากแค่ไหน วิธีง่าย ๆ คือ

ลองจดสภาพผิวต่อเนื่องประมาณ 2–3 รอบเดือน

ไม่ต้องจดอะไรซับซ้อนเลยค่ะ เพียงบันทึก วันที่ของรอบเดือน

ความมัน ⭐⭐⭐⭐⭐
ความแห้ง ⭐⭐⭐⭐⭐
สิว ⭐⭐⭐⭐⭐
ความระคายเคือง ⭐⭐⭐⭐⭐

รวมถึง skincare ใหม่หรือ active ที่เพิ่งเริ่มใช้

เมื่อผ่านไป 2–3 รอบ เราอาจเริ่มเห็น pattern ของตัวเอง เช่น

“ก่อนประจำเดือนประมาณ 5 วัน ฉันจะเริ่มมันและมีสิวอุดตัน” หรือ “ช่วงวันแรก ๆ ของประจำเดือน ผิวจะแห้งและแสบง่ายกว่าปกติ”

ข้อมูลแบบนี้มีประโยชน์มาก เพราะทำให้เราสามารถเตรียม routine ให้เหมาะกับผิวของตัวเองได้


อย่าดูแต่ปฏิทิน ให้ดู “ผิว” ของเราด้วย
แม้ฮอร์โมนจะมีอิทธิพลต่อผิว แต่หลักฐานวิจัยปัจจุบันยังไม่สนับสนุนให้เรากำหนด skincare routine แบบตายตัวตามแต่ละวันของ menstrual cycle

สิ่งที่เหมาะสมกว่าคือ ใช้รอบเดือนเป็นข้อมูลประกอบ แล้วใช้สภาพผิวจริงเป็นตัวตัดสิน

เพราะบางเดือนช่วงก่อนประจำเดือนเราอาจหน้ามันมาก

แต่อีกเดือนอากาศแห้ง นอนน้อย ใช้ retinoid มากเกินไป หรือ skin barrier กำลังมีปัญหา ผิวอาจกลับแห้งและระคายเคืองแทนก็ได้

ดังนั้นอย่าฝืนใช้ผลิตภัณฑ์เพียงเพราะ “ตามทฤษฎี วันนี้ผิวควรเป็นแบบนี้”


ครีมไม่ได้หยุดทำงาน ผิวไม่ได้ชินครีม แค่ผิวของเรากำลังเปลี่ยน
สภาพผิวของเราไม่ได้คงที่ตลอดทั้งเดือน

การเปลี่ยนแปลงของ Estrogen, Progesterone และอิทธิพลของ Androgen สามารถสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของความชุ่มชื้น การสูญเสียน้ำผ่านผิว การผลิต sebum การทำงานของ skin barrier และการเกิดสิว

แต่ความสัมพันธ์เหล่านี้ไม่ได้เกิดเหมือนกันในทุกคน และหลักฐานเกี่ยวกับบาง parameter ของผิวยังมีผลการศึกษาที่แตกต่างกันอยู่

ดังนั้นแทนที่จะถามว่า “วันนี้อยู่วันที่เท่าไรของรอบเดือน ต้องใช้ครีมอะไร?”

ลองเปลี่ยนเป็น “วันนี้ผิวของเราเป็นอย่างไร และต้องการอะไร?”

เพราะการเข้าใจรอบฮอร์โมนไม่ได้มีไว้เพื่อทำให้การดูแลผิวยุ่งยากขึ้น แต่มีไว้เพื่อทำให้เรา เข้าใจผิวของตัวเองมากขึ้น

และครั้งต่อไปที่รู้สึกว่า... สกินแคร์ตัวเดิมทำไมใช้แล้วไม่เหมือนเมื่อสัปดาห์ก่อน

อย่าเพิ่งรีบสรุปว่า “ผิวชินครีมแล้ว”

เพราะบางที... ครีมไม่ได้เปลี่ยน แต่ผิวของเรากำลังเปลี่ยนค่ะ


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้