✪ คำถามที่พบบ่อย


เป็นคนแพ้ง่าย แพ้แอลกอฮอล์ แพ้น้ำหอม แพ้สารกันเสีย ใช้อะไรดีคะ ? ☹

คำถามนี้ พบเจอทุกวัน อธิบายทุกวัน วันนี้จะมาอธิบายยาวๆเกี่ยวกับการแพ้


ความผิดปกติจากการใช้เครื่องสำอางมี 2 แบบ

1. การแพ้ : เป็นความผิดปกติที่พบประมาณ 20% เกิดจากการตอบสนองของ ภูมิคุ้มกัน ต่อสารบางชนิดในเครื่องสำอาง 

กลไกการแพ้แบบง่ายๆ 

เมื่อร่างกายได้รับสารกระตุ้นการแพ้ ที่เรียกว่า อัลเลอร์เจน (allergen) ในครั้งแรก ร่างกายจะสร้างแอนติบอดี้ (antibody) มาจดจำ allergen ไว้  แค่จำไว้ก่อน ยังไม่ทำอะไร

อัลเลอร์เจน (allergen) เหมือนข้าศึก  / แอนติบอดี้ ( antibody) เหมือนทหาร

เมื่อร่างกายได้รับ allergen ครั้งที่สอง ก็เหมือนถูกข้าศึกบุกซ้ำ ทหารยามอย่าง antibody ก็จะเข้าไปต่อสู้ และในกระบวนการต่อสู้นี้เอง ที่ทำให้ร่างกายหลั่งสารเคมีออกมาหลายชนิด และทำให้เกิดอาการแพ้ขึ้นมา อาการที่เกิดขึ้นจะต่างกันออกไปตามตำแหน่งที่เกิด

  • แพ้ที่ผิวหนัง เช่น แพ้ส่วนผสมบางอย่างในครีม อาจจะพบอาการคัน ผื่นแดง บวม ตุ่มพุพอง ผิวหนังอักเสบ 
  • แพ้ที่ทางเดินหายใจ เช่น  แพ้ฝุ่น แพ้เกสร อาจจะมีอาการไอ จาม น้ำมูกไหล หายใจไม่ออก
  • แพ้อาหาร เช่น อาหารทะเล อาจมีอาการปากบวม ตาบวม คันทั้งตัว หายใจไม่ออก 

ลักษณะเฉพาะของการแพ้ครีม  

1. การแพ้มีระบบการจดจำ (memory) หมายถึง ถ้าเคยแพ้มาแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อได้รับสารที่แพ้ซ้ำ อาการแพ้ก็จะเกิดขึ้นอีก

2. การแพ้เป็นเรื่องส่วนบุคคล ไม่ใช่ทุกคนจะแพ้สารเดียวกันหมด บางคนอาจจะแพ้หลายอย่างๆ แต่บางคนก็ไม่เคยแพ้อะไรเลย คนที่แพ้ง่ายๆ คือ คนที่มีการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันไวเกินไป บางอย่างไม่ใช่ข้าศึกแต่ระบบภูมิคุ้มกันขยันไปหน่อย ส่งทหารไปจัดการ ทำให้เกิดการแพ้ ซึ่งก็น่าเห็นใจ ส่วนคนที่ไม่แพ้อะไรเลย ก็อย่าเพิ่งชะล่าใจ บางทีอาจจะไม่แสดงอาการในตอนนี้ แต่เมื่อแก่ตัว อายุมากขึ้น ถ้าระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดพลาด ก็อาจมีอาการแพ้ขึ้นได้

3. การแพ้ไม่ใช่อาการติดต่อ เช่น ใช้ครีมกระปุกเดียวกับเพื่อน เพื่อนควักครีมทาแล้วแพ้ เราไปควักซ้ำมาทาบ้าง ไม่ได้แปลว่าเราจะแพ้ตามเพื่อน

4. การแพ้ สามารถอธิบายได้ด้วยหลักการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันและถ้าตรวจเลือดจะพบสารบางอย่างที่ยืนยันได้ว่า มีการแพ้เกิดขึ้นจริง 

ส่วนผสมใดในเครื่องสำอางที่มักพบเป็นสาเหตุของการแพ้  ?

ตอบ สารกันเสียและน้ำหอมค่ะ ใช้คำว่า มักพบ หมายถึง ถ้าจับเอาคนที่แพ้ครีมมาทดสอบ มักจะพบว่าสารกันเสียและน้ำหอมในครีม เป็นสาเหตุที่ทำให้เขาแพ้ แต่ก็มีบางส่วนที่อาจแพ้ส่วนผสมอื่นในครีม ส่วนคนที่ไม่แพ้ ก็คือไม่แพ้ ถ้าใช้แล้วโอเค ก็ใช้ต่อไปเถอะ เราคือกลุ่มคนส่วนใหญ่ค่ะ ไม่ต้องดึงตัวเองไปเข้ากลุ่มคนแพ้นะคะ 

ย้ำอีกครั้ง การแพ้เป็นการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันส่วนบุคคลและมีระบบการจดจำ

2. การระคายเคือง : เป็นความผิดปกติที่พบถึง 80%  เกิดจากครีมมีสารก่อระคายเคืองในปริมาณมาก เช่น กรดผลไม้ แอลกอฮอล์ ตัวทำละลายบางชนิด

อาการที่พบคือ

  1. ทาครีมแล้วขึ้นผื่นแดง คันยิบๆ  ล้างน้ำแล้วดีขึ้น สักพักหายไป หรือบางทีก็หายเอง 
  2. ทาครีมไปแล้วบางทีก็เป็น บางทีก็ไม่มีอาการใดๆ
  3. คนส่วนใหญ่ที่ใช้ ก็มีอาการเดียวกัน
  4. ช่วงใหนผิวอ่อนแอ เช่น หน้าแห้ง ตากแดดมากๆ ใช้แล้วก็มักจะมีอาการ

** การระคายเคือง ไม่มีเรื่องของระบบภูมิคุ้มกันมาเกี่ยวข้อง ไม่มีระบบจดจำ 

เป็นคนผิวงแพ้ง่าย เทรนด์ใหม่ในวงการสกิน ?

จากประสบการณ์รับปรึกษาปัญหาผิวจากลูกค้า ถ้าคิดเป็นร้อยละแล้ว ก็จะพบว่าใน 100 คน จะมี 90 คน ที่บอกว่าตัวเองแพ้ง่าย  ลูกค้าเองอาจจะแยกไม่ออกว่าแพ้และระคายเคืองเป็นอย่างไร  เมื่อเราตั้งคำถามเป็นคำถามปลายเปิด แล้วให้ลูกค้าเล่าอาการมา  พบว่า เกือบทั้งหมดเป็นการระคายเคือง

ลูกค้าอาจจะเคยใช้ครีมที่มีสารระคายเคืองมาตลอด ทุกๆแบรนด์ก็ชอบผสมกันอยู่แล้ว เช่น กรดผลไม้ เพราะมันเห็นผลไว  7 วันหน้าก็นิ่มเนียนใสขึ้นแล้ว แต่คนใช้ไม่รู้ คนขายก็ไม่ได้แนะนำใช้ไปเรื่อยๆหน้าบาง ทีนี้ก็ระคายเคืองทุกอย่าง แสบหน้า หน้าลอก หน้าแดง ทำให้ผู้ใช้เข้าใจผิดไปเลยว่า ตัวเองเป็นคนผิวแพ้ง่าย

 

ผิวคนเราไม่ได้แพ้ง่ายขนาดนั้น !

ผิวมีโครงสร้างสลับซับซ้อน มีด่านหลายด่านที่สามารถกรองของไม่ดีไม่ให้ซึมเข้าไปใต้ผิว เพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้น ดังนั้นผิวคนปกติทั่วๆไป ไม่ได้แพ้กันง่ายๆ ลองคิดสิว่าถ้าผิวคนเราแพ้ง่ายขนาดนั้น ชีวิตจะอยู่ยังไง เช่น ลงสระว่ายน้ำแพ้คลอรีน อาบน้ำด้วยเจลอาบน้ำก็แพ้ ล้างจานก็แพ้ แปรงฟันก็แพ้  คงไม่มีใครเป็นแบบนี้ใช่มั้ยคะ ใช่ค่ะ ไม่มี เพราะอะไร? ก็เพราะ ผิวคนเราไม่ได้แพ้ง่ายขนาดนั้น  ยกเว้นคนที่มีโรคผิวหนังติดตัวแต่กำเนิด เช่น ผิวลอกทั้งตัว ผิวแตกแบบเด็กดักแด้ ถือเป็นกลุ่มพิเศษ กลุ่มนี้จะแพ้ง่ายอยู่แล้ว เราไม่นับค่ะ 

 การที่ผิวคนปกติอย่างเราๆ จะแพ้ได้นั้น มี 2 เหตุผลหลักคือ

  1. ภูมิคุ้มกันทำงานไวเกินไป ตามที่อธิบายในกลไกการแพ้ข้างบน กลุ่มนี้พบไม่มาก
  2. ผิวมีการระคายเคืองซ้ำๆเป็นเวลานาน  จากการใช้ครีมที่มีสารก่อระคายเคือง  เช่น ครีมหน้าใสเร่งด่วน ครีมหน้าขาวเร่งด่วน ครีมรักษาสิวเร่งด่วน โดยขาดการดูแลผิวอย่างถูกวิธี จนผิวบาง ด่านป้องกันถูกทำลาย (skin barrier เสีย) ทำให้สารบางชนิดในเครื่องสำอางซึมลงไปใต้ผิวและไปเหนี่ยวนำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานมากขึ้น  ...อันนี้สิ กำลังเป็นปัญหาเลยทีเดียว  ** พึงระลึกไว้เสมอว่า การระคายเคืองซ้ำๆ  จะนำไปสู่การแพ้ง่ายค่ะ **

 

เมื่อลูกค้าบอกว่าแพ้...

ถ้าลูกค้ามาบอกว่า แพ้แอลกอฮอล์ แพ้สารกันเสีย แพ้น้ำหอม อย่างแรกคือเราจะถามว่า เทสต์การแพ้จาก รพ.มาแล้วใช่มั้ยเอ่ย ถ้ามีผลเทสต์ก็คือตามนั้นเลยค่ะ 

ถ้าไม่ได้เทสต์มา เกิดจากการคิดเอง สังเกตเอง ก็ต้องสอบถามไล่เรียงประวัติการใช้ครีมและอาการที่เกิดขึ้นกันสักหน่อย พร้อมอธิบายเพิ่มเติม ดังนี้


1. แพ้สารกันเสีย 

สารกันเสียเป็นสารที่ต้องใส่ในเครื่องสำอาง ถ้าแพ้สารกันเสีย ก็คือใช้อะไรไม่ได้เลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นสบู่ แชมพู ครีมอาบน้ำ ยาสีฟัน เมคอัพแต่งหน้าทั้งหลายพวกนี้มีสารกันเสียหมด!

ดังนั้นคำว่า แพ้สารกันเสียแบบคิดเอง (โดยยังไม่เคยเทสต์จาก รพ.)  มีความเป็นไปได้น้อย

2. แพ้น้ำหอม

อันนี้มีความเป็นไปได้สูงค่ะ  เครืองสำอางสมัยนี้ก็มีเทรนด์ปราศจากน้ำหอมให้เลือกใช้แล้ว ถึงเราจะไม่ใช่คนแพ้น้ำหอม  แต่เราก็ควรเลือกแบบไม่มีน้ำหอมมาใช้กันนะ เพราะมันไม่ได้ช่วยบำรุงอะไรเลย ใส่ไปให้แพงและเวียนหัว แต่บางคนก็ชอบ อันนี้ว่ากันไม่ได้

3. แพ้แอลกอฮอล์

อธิบายไปด้านบน แอลกอฮอล์ มักทำให้ระคายเคือง ไม่ใช่แพ้ ใช้นานๆทำให้หน้าแห้ง พอหน้าแห้ง หน้าก็ระคายเคืองง่าย แอลกอฮอล์จึงเหมาะกับคนผิวมัน  คนผิวแห้งถ้าจะใช้ ไม่ควรใช้บ่อย และบำรุงเยอะๆค่ะ พวกมอยเจอร์ไรเซอร์ทาช่วยเยอะๆ

 

บทความแนะนำ

ผิวแพ้ง่ายใช้ครีมอะไรดี http://goo.gl/w34hlD
ผิวแพ้ง่าย เคลียร์ทุกประเด็น http://goo.gl/lxL2qq
ผิวแพ้ง่ายระคายเคืองง่ายไม่เหมือนกัน https://goo.gl/oimGwV

การเป็นสิวอักเสบอยู่นาน ขาดการรักษาที่ถูกต้อง มีการบีบหรือแกะสิวซ้ำๆ สิวอาจลุกลามไปถึงชั้นหนังแท้ ทำให้เกิดการอักเสบรุนแรง เมื่อสิวหาย เกิดการซ่อมแซมแผลที่ผิดปกติ มีการสร้างคอลลาเจนมาทดแทนไม่เพียงพอหรือมีพังผืดเหนี่ยวรั้งทำให้เกิดเป็นรอยบุ๋ม เราเรียกว่า หลุมสิว หลุมเล็กแต่เจ็บ(ใจ)ลึก

หลักการรักษาหลุมสิวคือ การพยายามกระตุ้นให้มีการสร้างคอลลาเจนที่ดีมาแทนที่ส่วนที่หายไป โดยอาจจะเป็น เลเซอร์ ,การแต้มกรด TCA ,ฟิลเลอร์ ,การกรอผิว , เดอร์มาเพ็น หรือการใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ช่วยส่งสัญญาณลงไปยังผิวชั้นหนังแท้ให้เกิดการกระตุ้นการผลิตคอลลาเจน  

คำถาม : เมื่อคอลลาเจนช่วยเติมเต็มหลุมสิวได้ ถ้างั้นเราใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีคอลลาเจนผสมทา จะช่วยลดหลุมสิวได้ ใช่มั้ยคะ??

ตอบ : ไม่ได้ค่ะ เพราะคอลลาเจนมีขนาดอนุภาคใหญ่เกินกว่าจะซึมลงไปถึงชั้นหนังแท้ได้ จึงไม่มีผลในการรักษาหลุมสิว

คำถาม : แล้วใช้อะไรดีคะที่ช่วยรักษาหลุมสิว?

ตอบ : ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารจำพวกเปปไทด์ต่างๆ เช่น oligopeptide ในเซรั่มไข่มุก เป็นต้นค่ะ

รีวิว น้องกนกวรรณ ใช้เซรั่มไข่มุกที่มีส่วนประกอบของ oligopeptide เป็นเวลา 2 สัปดาห์ 


ใครว่าผิวแห้ง แล้วไม่เป็นสิว ไม่เสมอไปค่ะ เพราะความแห้งในบางคน เป็น ผิวแห้งเทียม หรือที่เรียกว่าผิวขาดน้ำ

เมื่อผิวขาดน้ำ จะเกิดอะไรขึ้น

1. ผิวจะผลิตน้ำมันมาชดเชย โดยส่งน้ำมันมาฉาบผิวด้านบนสุด เพื่อหยุดและป้องกันการสูญเสียน้ำออกจากผิว

2. เอนไซม์บนผิวที่ช่วยในการผลัดเซลล์ผิวทำงานไม่ดีเท่าที่ควร จึงเกิดการสะสมของ เซลล์ผิวเก่าที่หยาบกร้าน

เมื่อข้อ 1 รวมกับข้อ 2 จึงเกิดเป็นสิวอุดตัน แต่เป็น "สิวอุดตันแบบแห้ง" เพราะมีมีสัดส่วนของ"เซลล์ผิวเก่า" มากกว่า "น้ำมัน"

สิวอุดตันแบบแห้ง เมื่อกดหรือบีบออก จะได้เป็นเส้นแห้งๆบางๆ และโดยส่วนใหญ่จะกดไม่ค่อยออก มองตาเปล่าก็ไม่ค่อยเห็น แต่พอเอามือลูบหน้าเท่านั้นแหละ มันขรุขระ สากมือ เต็มหน้าไปหมด

สิวอุดตันแบบแห้ง มักพบในบริเวณ U-zone คือ ส่วนของแก้ม กราม คางส่วนล่าง โดยเฉพาะเพศหญิงที่มีอายุเข้าใกล้ 40 เพราะสภาพผิวโดยรวมเริ่มแห้ง การผลัดเซลล์ผิวช้าลง

ผลิตภัณฑ์แนะนำสำหรับ  "สิวอุดตันแบบแห้ง"  คือ Mild renewal essnce ซึ่งมีส่วนผสมจากกรดผลไม้ ใน% ที่ไม่สูงมาก จึงเหมาะกับผู้ที่มีปัญหาผิวขาดน้ำ โดยใช้ร่วมกับมอยเจอร์ไรเซอร์ในหมวด " บำรุงชุ่มชื้น "

 

แล้วสิวอุดตันแบบเปียก คืออะไร

คือสิวที่มีสัดส่วนของน้ำมันสูง ก้อนไขมันที่อุดตันมีลักษณะเปียกหรือแฉะ สีขาว อาจมีกลิ่นเหม็นเปรี้ยวถ้าอุดตันอยู่นาน พบสิวประเภทนี้ได้ในผู้ที่มีผิวมันมากๆ ต่อมไขมันทำงานมาก น้ำมันบนผิวเยอะ หรือใช้สกินแคร์ที่มีส่วนผสมของสารจำพวกน้ำมัน ซิลิโคน แล้วทำความสะอาดไม่เกลี้ยง สิวประเภทนี้จะชัดในบริเวณ t-zone  คือ ซอกจมูก หน้าผาก และคาง โดยเฉพาะคาง อาจจะมองเป็นเป็นตุ่มไขมันขาวๆ เอาเล็บขูดออกได้ หายไป และขึ้นใหม่ซ้ำๆ

วิธีแก้ไขคือ

  1. ใช้ผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิว เช่น BHA plus essence ทาบางๆเช้าเย็น เพื่อลดการอุดตัน
  2. ใช้เซรั่ม hya-matte serum ทาทั่วบริเวณที่มีปัญหาสิวขึ้นบ่อยๆเพื่อลดการทำงานของต่อมไขมัน 
  3. เช็คดูส่วนผสมบนสกินแคร์ ว่ามีตัวใหนที่อาจเป็นสาเหตุของการอุดตันหรือไม่และปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม

 

น้ำป้าเจี๊ยบ คงไม่มีใครไม่รู้จัก ส่วนตัวไม่เคยใช้ คนรู้จักที่ใช้บางคนบอกได้ผล บางคนบอกเฉยๆและบางคนก็มีอาการผิดปกติเกิดขึ้น วันนี้ถือโอกาส มาอธิบายถึงอาการผิดปกติจากน้ำป้าเจี๊ยบกันค่ะ

1. ใช้ SKII แล้วมีสิวผดขึ้น แปลว่าแพ้ " ยีสต์" รึเปล่าคะ ?


ตอบ ใน SKII ไม่ได้ผสม yeast extact อย่างเดียว มันมีส่วนผสมอื่นอีกมากมาย  แต่ทางแบรนด์ตีตลาดด้วยคำว่า yeast extract ทำให้ผู้บริโภคคิดว่า SKII = yeast ถ้าแพ้ SKII คือ แพ้ยีสต์ ....เป็นความเข้าใจที่อาจจะไม่ถูกต้องนัก อาจจะแพ้สารอื่นๆในสูตรก็ได้ เช่น สารกันเสีย ตัวทำละลาย เป็นต้น

2. ใช้ SKII แล้วมีสิวผดขึ้น หมอบอกว่ามันคือ "สิวยีสต์"    มันเกิดจากยีสต์ใน SKII ใช่ไหมคะ?  หมอให้งดกินขนมปังหรือที่มีผงยีสต์ หรือครีมที่มียีสต์ด้วยค่ะ

ตอบ ส่วนประกอบที่ชื่อว่า yeast extract ที่ใส่ลงใน SKII คือ สารที่ได้จากการหมักบ่มด้วยยีสต์ ไม่ได้มีตัวยีสต์ปนมาในขวด  และยีสต์จัดเป็นสิ่งมีชีวิตถือเป็นเชื้อโรค ไม่สามารถเอามาใส่ในเครื่องสำอางได้ ถือเป็นการปนเปื้อนค่ะ

ดังนั้น "สิวยีสต์"  ไม่ได้เกิดจากยีสต์ใน SKII

3. แล้วสิวยีสต์ เกิดจากอะไรคะ

ตอบ บนผิวหนังของเราจะมียีสต์อาศัยอยู่กันทุกคน ปกติไม่ก่อโรค แต่ถ้าผิวหนังเราเสียสมดุล เช่น หน้ามันเกินไป หน้าแห้งเกินไป สภาวะกรด-ด่างเสีย ภูมิคุ้มกันต่ำ ยีสต์บนผิวเราก็ก่อโรคได้ค่ะ

4. เป็นคนผิวแห้ง เวลาใช้ครีมที่มีส่วผสมของสารสกัดยีสต์ แล้วมีอาการร้อนผ่าว แบบนี้คือแพ้ยีสต์หรือเปล่าคะ ?

ตอบ ผิวแห้ง เป็นผิวที่ไวต่อการระคายเคืองและการแพ้ ถ้าใช้ครีมใดๆแล้วเกิดอาการร้อนผ่าว มีความเป็นไปได้ 2 กรณี

4.1 ครีมนั้นมีส่วนผสมจำพวกกรด เช่น AHA,BHA , Retinol , Azelaic acid หรือแม้การใส่ตัวทำละลายพวก glycol มากเกินไป ก็ทำให้หน้าร้อนผ่าวได้

4.2 เป็นการแพ้จริงๆ : ซึ่งหลังจากร้อนผ่าว จะมีผื่นคันตามมา และมีอาการอยู่หลายวัน ไม่ยอมดีขึ้น จนต้องหายาทาหรือหาหมอค่ะ


ตอบ ไม่จำเป็น

เพราะไม่ว่าจะเป็น ครีมหน้าใส ครีมหน้าขาว ครีมรักษาฝ้ากระ ครีมลดรอยสิว โดยทั่วๆไป มักใช้ส่วนผสมหลักคล้ายกันคือ แอคทีพกลุ่มผลัดเซลล์ผิว (peeling agent) คู่กับ แอคทีพลดจำนวนเม็ดสีเมลานิน ( whitening agent) อาจจะมีความแตกต่างกันเล็กน้อยในด้านส่วนผสมอื่นๆ

เอาเป็นว่า ถ้าเจอแบรนด์ใหนเคลมแรงๆว่า  ครีมกระปุกนี้เน้นหน้าใสนะคะ  ส่วนกระปุกนี้เน้นหน้าขาว อันนี้รักษาฝ้ากระ และถ้ามีรอยสิวต้องกระปุกนี้ รวมแล้วถ้าอยากได้ทั้ง หน้าใส หน้าขาว ฝ้ากระจาง รอยสิวหาย รับไปเลยค่ะ 4 กระปุก ...แบบนี้ โบกมือบ๊ายบาย ได้เลย บอกได้สองคำว่า 1. เว่อร์มาก  2. เล่นใหญ่มาก !

เลือกครีมโดยดูจากส่วนผสม   มีข้อดีอย่างไร

1. ประหยัด ไม่ต้องไล่ซื้อครีมทุกตัว ไม่จบไม่สิ้น 
2. ไม่ซ้ำซ้อน  การใช้ครีมที่มีส่วนผสมหรือคุณสมบัติซ้ำซ้อน เสียทั้งเงิน เวลา และบางทีอาจเสียผิวจากการระคายเคือง
3. ไม่ถูกหลอก จากพ่อค้าแม่ค้าที่ไม่มีจรรยาบรรณ
4. ผิวแข็งแรง ไม่เสียงต่อการแพ้

ดูส่วนผสมไม่เป็น ไม่อยากถูกหลอก ปรึกษาฟาร์มาบิวตี้แคร์ ตอบทุกคำถามโดยเภสัชกร Line ID : @pharmabeautycare และ Line ID : pharmabeautycare


ถ้าซ้ำซ้อนเราไม่แนะนำ ทุกตัวที่แนะนำให้ลูกค้า คือดูจากสภาพผิว และจัดเซตให้แต่ละตัวทำงานร่วมกัน

นี่เป็นเหตุผลว่า ทำไมเราถึงแนะนำให้ลูกค้าหยุดผลิตภัณฑ์เดิมๆที่ลูกค้าใช้อยู่ แล้วมาเริ่มเซตใหม่ที่เราจัดให้ ไม่ใช่ว่าของเก่าลูกค้าไม่ดี แต่เราไม่ทราบว่าส่วนผสมมันมีอะไรบ้าง เราจึงไม่สามารถบอกได้ว่า เมื่อมาใช้รวมกับของเราแล้ว จะครอบคลุมหรือจะทำงานร่วมกันได้ลงตัวหรือไม่ 

ยกตัวอย่างเช่น ลูกค้าแจ้งว่าเป็นคนผิวแพ้ง่าย ลอก แดง อยากได้ตัวบำรุงสักตัวที่ช่วยแก้ปัญหานี้

จากใจจริง คือ เราไม่อยากแนะนำแค่ตัวบำรุง การใช้ตัวบำรุงตัวเดียวอาจไม่ช่วยแก้ปัญหา  เพราะผิวหน้าลอกแดง มีได้หลายสาเหตุ เช่น ตัวล้างหน้าที่ใช้อยู่เหมาะกับผิวหรือยัง ลูกค้าอาจใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่ไม่เหมาะสม หน้าจึงแห้ง หรือลูกค้าไม่ชอบทาครีมกันแดด ทำให้หน้าแห้งและหยาบกร้าน การขายตัวบำรุงสักตัวให้ลูกค้า มันก็ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ  

ดังนั้น  เมื่อลูกค้ามาปรึกษา เราจึงต้องถามและค้นหาสาเหตุ อาจจะถามมากหรือน้อย โปรดอย่าได้รำคาญ  ลูกค้าบางท่านอาจจะได้รับคำแนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์เป็นเซต เพื่อให้การแก้ปัญหาแบบองค์รวม แต่ในบางรายก็อาจจะแค่เสริมผลิตภัณฑ์บางตัวเข้าไปใช้ร่วมกับผลิตภัณฑ์เดิมของลูกค้าเท่านั้น  ทั้งนี้ขึ้นกับสภาพผิว ปัญหา ของแต่ละคนค่ะ

** ไม่ยัดเยียดสินค้า คือหนึ่งในมาตรฐานการบริการจากเราค่ะ **



ในสมัยก่อน จะมีการแยกเดย์ครีม และไนท์ครีม โดยเดย์ครีมจะมีส่วนผสมของสารกันแดด ใช้ทาตอนเช้า เพื่อบำรุงและกันแดดในตัว ส่วนไนท์ครีมก็จะมีสารบำรุงและมอยเจอร์ไรเซอร์เยอะขึ้น เพื่อทำให้ผิวชุ่มชื้น

แต่สมัยนี้เปลี่ยนไปแล้วค่ะ เพราะเดย์ครีมที่ผสมสารกันแดดแบบแต่ก่อน ไม่สามารถต้านทานยูวีอันแรงกล้าในยุคนี้ได้อีกต่อไป จึงต้องทากันแดดที่เป็นกันแดดโดยตรง หมายถึง เราต้องทาบำรุง แล้วก็ทับด้วยการทากันแดดอีกรอบค่ะ

ดังนั้นจึงไม่จำเป็นเลยที่จะต้องแยกเดย์และไนท์ครีม

ยกเว้นว่า จะแยกเพื่อวัตถุประสงค์อื่นเช่น

1. ครีมบางตัวมีส่วนผสมที่ไม่ควรทากลางวัน เช่น ผสมวิตามินเอ ผสมกรดผลไม้ กลุ่มนี้อาจถูกจัดให้เป็น ไนท์ครีม

2. ผู้ที่มีผิวแห้งมากอาจจำเป็นต้องทาไนท์ครีมที่มีความเข้มข้นของสารเพิ่มความชุ่มชื้นสูงๆ เนื้อครีมมักมีลักษณะเหนียวข้นและหนัก ครีมเหล่านี้อาจจะถูกจัดเป็น ไนท์ครีมได้เช่นกัน


ดูหลักการรูปนี้ประกอบนะคะ



การทำความสะอาดผิวแบบ double คือ 2 ขั้นตอน 

1.ขั้นตอนแรก ขอเรียกว่า คลีนซิ่ง (cleansing) เป็นการล้างแห้ง คือทำตอนหน้าแห้งเพื่อขจัดคราบเมคอัพ
หลักการของขั้นตอนนี้คือการใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็น oil base หรือเรียกอีกอย่างว่า emollient base เข้าไปละลายคราบเมคอัพและกันแดดค่ะ
โดยผลิตภัณฑ์ในขั้นตอนนี้อาจอยู่ในรูป น้ำนม ครีม โลชั่น หรือแม้แต่น้ำมันที่เรียกว่าคลีนซิ่งออยล์


2. ขั้นตอนที่สอง ขอเรียกว่า วอชชิ่ง (washing) หรือ ขั้นตอนล้างเปียก (การล้างโดยใช้น้ำ)
ผลิตภัณฑ์ในขั้นตอนจะเป็นกลุ่ม ที่ผสมสารลดแรงตึงผิว เช่น โฟม เจล ผงแป้ง สบู่ หรืออื่นๆ ตามแต่ผู้ผลิตจะครีเอท

ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด รูปแบบใหม่คือ น้ำใสๆ ตัวนี้ถือว่าคาบเกี่ยวค่ะ คือเป็นได้ทั้งคลีนซิ่งและวอชชิ่ง

จบไปเรื่องขั้นตอนการทำความสะอาดผิวนะคะ ต่อไปว่าด้วยเรื่องของข้อดี ข้อเสีย ไม่แน่ใจว่าคุณเอ้ต้องการเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของอะไรกับอะไร จึงขอแยกประเด็นๆไปละกันนะ

1.) ข้อดีของการล้างแบบดับเบิ้ล คือ ผิวสะอาดแน่นอนค่ะ เพราะพวกเมคอัพนี่มันล้างออกยาก ถ้าเราไม่ผ่านขั้นตอน1 แต่ข้ามไป 2 เลย เราจะต้องล้างหลายรอบมาก เช่น 3 รอบขึ้นไป หน้าสะอาดจริง แต่ก็ตึงสุดๆเลยค่ะ และผิวถูกทำร้ายพอสมควร

2.) เปรียบเทียบผลิตภัณฑ์คลีนซิ่ง (ขั้นตอน1) ในรูปแบบต่างๆ เช่น น้ำนม ครีม โลชั่น น้ำใสๆ คลีนซิ่งออยล์

ตามประสบการณ์การใช้มาหลายรูปแบบ เชียร์ คลีนซิ่งออยล์ และ ก็พวกน้ำใสๆ ค่ะ

เพราะ
1). คลีนซิ่งออยล์ พวกนี้มันผสมอิมัลซิไฟเออร์มาในตัว  เวลาเรานวดๆ น้ำมันในสูตรจะละลายคราบเมคอัพได้ดีมาก และพอมันโดนน้ำ คราบเมคอัพ มันจะหลุดออกไปพร้อมกับน้ำ กลายเป็นสีขาวๆ ที่เราเรียกว่า น้ำนม โดยทิ้งความมันที่ผิวไว้เล็กน้อย หรือถ้าบางแบรนด์ทำดีๆ แทบไม่เหลือความมันเลยค่ะ เมื่อความมันเหลือน้อย ทำให้เราทำความสะอาดขั้นตอนที่ 2 ได้ง่าย ไม่ต้องใช้พวกชะล้างรุนแรง

2). พวกน้ำใสๆ พวกนี้มักเป็น oil free ค่ะ แทบไม่เหลือความมันเหลือติดหน้า ไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำมันตกค้างบนผิว แต่อาจจะต้องเช็ด 2 รอบ ถ้าเที่ยบกับ คลีนซิ่งออยล์ซึ่งนวดแค่รอบเดียว

ส่วนคลีนซิ่งจำพวก น้ำนม โลชั่น ครีม ที่เนื้อขาวๆทั้งหลาบ พวกนี้หลักๆก็จะมี น้ำ + ซิลิโคน + น้ำมัน  ผสมกัน เวลานวดไปบนผิว เอาสำลีเช็ดออก มักทิ้งความมันไว้มาก พอเข้าสู่ขั้นตอนที่ 2 มันต้องล้างหลายรอบ 


คลีนซิ่งครีมทุกยี่ห้อแทบไม่ต่างกัน บางแบรนด์ขายแพงมาก เมคอัพหลุดจริง แต่หน้ามันมากค่ะ ยิ่งถ้าล้างด้วยสบู่หรือโฟมใดๆที่เป็น soap base ตามอีกรอบ ไปไม่รอด คือ กว่าความมันจะออกหมด ต้องถูอยู่นาน หน้าพัง แห้งมาก

3. เปรียบเทียบผลิตภัณฑ์ขั้นตอน washing (ขั้นตอน2) 

หลักๆ คือ แยกให้ได้ก่อนว่า เป็น soap free หรือ soap base

คำว่า soap หมายถึง สบู่ เกิดจากการทำปฎิกิริยาของกรดไขมัน กับ ด่างแก่ ซึ่งอาจจะอยู่ในรูปแบบสบู่ก้อน สบู่เหลว หรือแบบโฟมล้างหน้าก็ได้ ดังนั้นการจะแยกว่าอะไรเป็นสบู่หรือไม่เป็นสบู่ ให้ดูจากส่วนผสมบนฉลากผลิตภัณฑ์ค่ะ ผลิตภัณฑ์ที่จัดเป็น " สบู่ " จะพบส่วนผสมดังต่อไปนี้บนฉลาก 

1. กรดไขมัน เช่น Linoleic Acid, Lauric acid , Palmitic acid , Myristic acid , Stearic acid

2. ด่างแก่ เช่น โซเดียมไฮดรอกไซด์ (Sodium hydroxide) ในสบู่ก้อน ,โปตัสเซี่ยม ไฮดรอกไซด์ (Potassium hydroxide) ในสบู่เหลว 

ตามหลักการเราควรเลือกผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เป็น soap free จะดีกว่า soap base เพราะการล้างหน้าด้วยผลิตภัณฑ์ที่จัดเป็น " สบู่ " มักจะทำให้ผิวหน้าแห้ง มีการตกค้างของไขมันบนผิว และสบู่เองก็ยังมีค่า pH ที่เป็นด่างเมื่อเทียบกับ pH ของผิว

ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เป็น Soap base อาจอยู่ในรูป สบู่เหลว โฟม สบู่ก้อน ก็ได้ค่ะ คำว่า สบู่ ให้ดูที่ส่วนผสม ไม่ใช่ดูว่าเป็นก้อนหรือไม่

เพราะผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดบางอย่างมีลักษณะเป็น "ก้อน" แต่ไม่ใช่ "สบู่" ก็มีค่ะ

หลังจากแยกได้แล้วว่าอันใหนเป็น soap base หรือ soap free ทีนี้ก็มาวิเคราะห์ต่ออีกทีว่า พวก soap free ทั้งหลาย อะไรจะดีกว่าอะไรก็ดูที่ สารลดแรงตึงผิวที่เขาเลือกใช้ สารลดแรงตึงผิวบางขนิด ให้ฟองเยอะ ล้างแล้วความมันออกเยอะ หน้าแห้งเกินไปก็ไม่ดี บางชนิดล้างแล้วหน้าไม่แห้ง นุ่ม คืนความชุ่มชื้น เป็นต้น

ตัวอย่างสารทำความสะอาดที่อ่อนโยน : Sodium Laureth Sulfate, Cocamidopropyl Hydroxysultaine, Tea-Cocoyl Glutamate, Lauramidopropyl Betaine, Decyl Glucoside, Coco-Betaine, Sodium Cocoyl Isethionate, Sodium Lauroamphoacetate

ตัวอย่างสารทำความสะอาดที่ควรหลีกเลี่ยง : Sodium Lauryl Sulfate

หลักการง่ายๆในการเลือกผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้าชนิดล้างเปียก ก็คือเมื่อล้างแล้วจะต้อง  สะอาด นิ่ม ลื่น  ไม่ใช่  สะอาด ตึง ฝืด


แนวการดูแลผิวของฟาร์มาบิวตี้แคร์ เราจะแยก "บำรุง" และ "รักษาสิว" ออกจากกันค่ะ สาเหตุที่เราไม่รวมการรักษาสิวกับการบำรุงไว้ในตัวเดียวกัน เพราะผลิตภัณฑ์รักษาสิวจะต้องใช้ส่วนผสมบางชนิดที่ออกฤทธิ์ผลัดเซลล์ขี้ไคลชั้นบนออก เพื่อให้หัวสิวเปิด  ซึ่งควรใช้เฉพาะบริเวณที่เป็นสิวเท่านั้น ถ้าเอาส่วนผสมนี้ไปใส่ในบำรุง ใช้ไปนานๆหน้าจะแห้ง ลอก และแพ้ง่ายค่ะ

เคยเจอมั้ยคะ ครีมยี่ห้อหนึ่ง  ใช้แรกๆหน้าใสดี สิวก็หาย ใช้นานๆหน้าแดง ลอก ดำ พวกนี้คือ ครีมที่ รวมทุกอย่างในกระปุกเดียว อันตรายมากค่ะ

 

  • แจ้งปรับขนาดสินค้า
    • โทนเนอร์คอลลาเจน เดิม 70 มล. เพิ่มปริมาณเป็น 100 มล. ในราคาเดิม 390 บาทค่ะ
    • เจลล้างหน้าทีทรี ยกเลิกขนาด 60 มล. เหลือเพียงขนาด 100 มล.
  • ปรับระบบตัวแทนใหม่  :  สมัครตัวแทนแบบ dropship ค่าสมัคร500 ตลอดชีพ ได้ราคาส่งตั้งแต่ชิ้นแรก สมัครในเดือนพฤษภาคม 60 แถมฟรี complete cream มูลค่า 390.-
  • ถึงสมาชิกเก่า : ทางร้านได้มีการปรับปรุงเว็บไซต์ ขอให้สมาชิกเก่าทุกท่านลงทะเบียนใหม่อีกครั้ง สำหรับสมาชิกวีไอพี ให้เพิ่มคำว่า VIP นำหน้าชื่อสกุลตอนลงทะเบียนด้วยนะคะ

  • Cell lifting serum 100 มล. สุทธิ 1000.-
  • Phyto nutrient serum 100 มล. สุทธิ 1000.-
  • Total repair serum 100 มล. สุทธิ 1090.-
  • Impression serum 100 มล. สุทธิ 1200.-
  • Acnelytic serum  100 มล.  สุทธิ 1200.-
  • Hya-matte serum 100 มล. สุทธิ 750.-
  • Amino essence เติมน้ำให้ผิว 100 มล. สุทธิ 750.-
  • Pearl lift and white serum 100 มล. สุทธิ 1500.-